top of page

PETRONAS — จากยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจน้ำมันแบบดั้งเดิมสู่ "ผู้นำนวัตกรรมพลังงานยั่งยืน" องค์กรต้นแบบการทรานส์ฟอร์มธุรกิจในภูมิภาพเอเชียแปซิฟิกและอาเซียน

อัปเดตเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา


PETRONAS องค์กรต้นแบบการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ 
ในภูมิภาพเอเชียแปซิฟิกและอาเซียน จากยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจน้ำมันแบบดั้งเดิมสู่การเป็น "Energy Superstore" ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์
จากยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจน้ำมันแบบดั้งเดิมสู่การเป็น "Energy Superstore" องค์กรต้นแบบการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ในภูมิภาพเอเชียแปซิฟิกและอาเซียน
กรณีศึกษานี้เจาะลึกเส้นทางการทรานส์ฟอร์มองค์กรข้ามทศวรรษของ PETRONAS (2018–2025) องค์กรต้นแบบที่ได้รับการการันตีความสำเร็จด้วย รางวัล "2025 IDC Future Enterprise of the Year" ทั้งในระดับอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก กับเบื้องหลังการพลิกโฉมจากยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันดั้งเดิมสู่ "ผู้นำนวัตกรรมพลังงานยั่งยืน" (Sustainable Energy Tech Leader) ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ

เรียนรู้วิธีการก้าวข้ามอุปสรรคเรื่อง Data Silos สู่การสร้างแพลตฟอร์ม Digital Twin อัจฉริยะ (Enterprise Optimisation Centre) ที่สามารถบริหารจัดการ "กำไร" ควบคู่กับ "คาร์บอน" ได้ในระดับโมเลกุล และเจาะลึกยุทธศาสตร์ "Petronas 2.0" ที่กล้าตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กร (Rightsizing) พร้อมระดมกองทัพ AI Agents (โครงการ 007) มาทำงานร่วมกับมนุษย์ ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้นำองค์กรในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก




AI Assessment by DX Academy



Background


ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก บริษัท Petroliam Nasional Berhad (PETRONAS) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของมาเลเซีย ได้ดำเนินยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนองค์กรด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital & AI Transformation) เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตที่ยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ได้แก่:


  • ระยะที่ 1 (ก่อนปี 2020): การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digitization) และการเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อลดปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (Silos)

  • ระยะที่ 2 (2020–2024): การเร่งเครื่องในช่วงวิกฤตโควิด-19 ด้วยการนำ AI มาใช้ในการดำเนินงานระยะไกล (Remote Autonomous Operations) และการสร้างศูนย์ข้อมูลกลาง (Enterprise Data Hub)

  • ระยะที่ 3 (2025 เป็นต้นไป): การก้าวสู่ยุค "Petronas 2.0" ที่มุ่งเน้นการปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม (Rightsizing) การใช้ AI ในรูปแบบตัวแทนอัตโนมัติ (Agentic AI) และการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero


ผลลัพธ์จากการดำเนินการชี้ให้เห็นว่า PETRONAS ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนจากผู้ดำเนินงานด้านสินทรัพย์หนักแบบดั้งเดิม สู่การเป็น "Energy Superstore" ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความปลอดภัย และสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ แม้จะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากในการปรับลดพนักงานลง 10% ในปี 2025 แต่เทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านโครงการ AI อัจฉริยะ ทำให้บริษัทพร้อมรับมือกับ "ไตรเลมมาทางพลังงาน" (ความมั่นคง, ความยั่งยืน และราคาที่เข้าถึงได้) อย่างมีประสิทธิภาพ


Business Overview

PETRONAS ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 เป็นผู้ครอบครองทรัพยากรน้ำมันและก๊าซทั้งหมดในมาเลเซีย ตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาจากผู้กำกับดูแลสู่บริษัทข้ามชาติระดับ Fortune Global 500 ที่มีการดำเนินงานครบวงจร (Integrated Oil and Gas) ในกว่า 50 ประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ (การสำรวจและผลิตในน้ำลึก) ไปจนถึงปลายน้ำ (การกลั่นและปิโตรเคมี)


อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมทางธุรกิจได้เปลี่ยนไปสู่ยุคที่ราคาน้ำมันผันผวนและต่ำลง (Lower-for-longer) ส่งผลให้อัตรากำไรก่อนภาษี (PBT Margins) ที่เคยสูงถึง 35-40% ลดลงเหลือ 25-38% ภายในปี 2025 ความกดดันนี้ผลักดันให้ PETRONAS ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อ "แยก" (Decouple) ประสิทธิภาพการดำเนินงานออกจากความผันผวนของตลาดภายนอก โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนและความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์

Challenges

ความท้าทายหลักของ PETRONAS คือการเผชิญกับสภาวะกดดันรอบด้าน (Perfect Storm) ทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่บีบให้ส่วนต่างกำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง และความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Net Zero) ในขณะที่ปัจจัยภายในองค์กรกลับติดกับดักปัญหา "Data Silos" หรือข้อมูลที่ถูกจัดเก็บแยกส่วนกันระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ รวมถึงช่องว่างระหว่างระบบ IT และ OT ทำให้ขาดข้อมูลเชิงลึกแบบบูรณาการเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ อีกทั้งยังต้องแบกรับภาระจากสินทรัพย์รุ่นเก่า (Legacy Assets) และความเฉื่อยขององค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องเร่งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานจากแบบตั้งรับมาเป็นเชิงรุกด้วยเทคโนโลยี เพื่อความอยู่รอดในยุคที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแต่ราคาขายกลับไม่แน่นอน

ก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ PETRONAS เผชิญกับอุปสรรคสำคัญที่เป็นตัวฉุดรั้งศักยภาพขององค์กร ดังนี้:

  1. ปัญหาข้อมูลแบบแยกส่วน (Data Silos): ข้อมูลถูกเก็บแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายต้นน้ำ (Upstream) และปลายน้ำ (Downstream) ทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ได้ และไม่สามารถติดตามมูลค่าของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

  2. ช่องว่างระหว่าง IT และ OT: ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และระบบเทคโนโลยีปฏิบัติการ (OT) เช่น เซนเซอร์หน้างาน ถูกแยกออกจากกันทางกายภาพและตรรกะ ทำให้ข้อมูลเรียลไทม์จากโรงงานไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ในระดับบริหารได้ทันที

  3. ต้นทุนเวลาในการค้นหาข้อมูล (The Search Tax): พนักงานเสียเวลาจำนวนมากไปกับการค้นหาข้อมูลจากระบบจัดเก็บแบบเก่าที่ไม่มีการจัดทำสารบัญข้อมูล (Data Catalogue) อย่างเป็นระบบ

  4. ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์: เมื่อเริ่มมีการเชื่อมต่อสินทรัพย์เข้าสู่ระบบเครือข่าย อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซกลายเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ

  5. กระบวนการทำงานแบบดั้งเดิม: การจัดซื้อจัดจ้างและการดำเนินงานหลายส่วนยังพึ่งพากระบวนการเอกสาร (Paper-heavy) ซึ่งล่าช้าและขาดความโปร่งใส

Goals and Outcomes

เป้าหมายสูงสุดของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือการสร้างเกราะป้องกันทางธุรกิจด้วยการ "แยก" ประสิทธิภาพการผลิตออกจากความผันผวนของราคาตลาด (Decoupling Efficiency from Volatility) และมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่คล่องตัว (Agile) ภายใต้โมเดล "Petronas 2.0" ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะอย่าง Enterprise Optimisation Centre (EOC) และ Enterprise Data Hub (EDH) ที่เปลี่ยนการตัดสินใจให้เป็นระบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) ส่งผลให้บริษัทสามารถลดอุบัติเหตุได้กว่า 50% ด้วยแพลตฟอร์ม AIIRA, ลดระยะเวลา Start-up โรงงานได้ 40%, และสร้างรายได้ใหม่จากผลิตภัณฑ์ดิจิทัลเพิ่มขึ้น 12% ควบคู่ไปกับการใช้กองทัพ AI Agents (โครงการ 007) เข้ามาทดแทนงานซ้ำซ้อน ซึ่งเอื้อให้เกิดการปรับขนาดองค์กร (Rightsizing) ที่ลดต้นทุนและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ได้อย่างยั่งยืน

PETRONAS ได้ตั้งเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนผ่านเพื่อ "ลดต้นทุนต่อหน่วยการผลิต (UPC)" และ "ขจัดเวลาหยุดทำงานที่ไม่ได้วางแผนไว้ (Unplanned Downtime)" ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้รับจากการดำเนินการมีดังนี้:


  1. การสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลและ AI ระดับองค์กร

  • Enterprise Data Hub (EDH): การสร้าง "แหล่งความจริงเพียงหนึ่งเดียว" (Single Source of Truth) บน Microsoft Azure เชื่อมต่อข้อมูลจาก 280 แหล่ง ทำให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลได้แบบ Self-service

  • Enterprise Optimisation Centre (EOC): การสร้าง Digital Twin ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด

  • โดยมีนวัตกรรม "EOC Molecular" ที่สามารถระบุมูลค่าเงินและค่าคาร์บอน (CO2e) ของทุกโมเลกุลไฮโดรคาร์บอนได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ตัดสินใจเลือกเส้นทางการผลิตที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด

  • AIIRA (HSE Prediction): แพลตฟอร์ม AI เพื่อความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ช่วยทำนายความเสี่ยงล่วงหน้า ส่งผลให้ในปี 2021-2022 สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้มากกว่า 50%


  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการลดคาร์บอน

  • STELLAR: ระบบ AI ให้คำแนะนำในการเริ่มเดินเครื่องโรงงาน LNG ช่วยลดระยะเวลา Start-up ได้ 40% และลดการปล่อยคาร์บอนจากการเผาทิ้งได้ 10%

  • Remote Autonomous Operations (RAO): การควบคุมการผลิตจากระยะไกลและการใช้หุ่นยนต์ (เช่น ANYmal) ในการตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงภัย ลดความจำเป็นในการใช้คนบนแท่นขุดเจาะ

  • Cloud Migration: การย้ายระบบขึ้นสู่ Cloud (AWS & Azure) ช่วยลดต้นทุนได้ 2.4 ล้านดอลลาร์ต่อปี จากการปรับขนาดทรัพยากรให้เหมาะสม

  1. การปฏิวัติโครงสร้างองค์กรและแรงงาน (Petronas 2.0)

    • โครงการ 007 Enterprise AI Agent: ในปี 2025 มีการใช้งาน AI Agents กว่า 40 ตัว เพื่อทำงานอัตโนมัติ เช่น การตรวจสอบขั้นตอนความปลอดภัย และการวางแผนซ่อมบำรุง

    • การปรับขนาดองค์กร (Rightsizing): ประสิทธิภาพจากดิจิทัลเอื้อให้บริษัทสามารถประกาศลดพนักงานลง 10% (ประมาณ 5,000 คน) เพื่อความคล่องตัว โดยที่ปริมาณงานและประสิทธิภาพไม่ลดลง

    • Citizen Developers: การสร้างวัฒนธรรมให้พนักงานทั่วไปสามารถสร้างเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลได้เอง ผ่านโครงการ Citizen Analytics


  2. ผลลัพธ์ทางการเงินและความยั่งยืน

    • รายได้เพิ่มขึ้น: เกิด Uplift ของรายได้ 12% จากผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลใหม่

    • การสนับสนุน Net Zero: การใช้ข้อมูลดิจิทัลในการตรวจสอบและยืนยันโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เช่น โครงการ Kasawari CCS ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งชาติ (NETR)


Part 1: DIGITAL READINESS ASSESSMENT


การวิเคราะห์ระดับความพร้อมทางดิจิทัล (Digital Readiness) และวุฒิภาวะทางดิจิทัล (Digital Maturity) ของ Petronas โดยเปรียบเทียบระหว่างช่วง ก่อนการทรานส์ฟอร์ม (ปี 2020) และ หลังการทรานส์ฟอร์ม (ปี 2025)


DIGITAL TRANSFORMATION READINESS LEVEL: PETRONAS
DIGITAL TRANSFORMATION READINESS LEVEL Petronas before and after

PETRONAS ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ก้าวกระโดด (Quantum Leap) จากองค์กรดั้งเดิมที่เริ่มสนใจเทคโนโลยี (Level 1.5) สู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงาน (Level 3.75) ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี ปัจจัยความสำเร็จสำคัญคือการมีวิสัยทัศน์ผู้นำที่ชัดเจน (Leadership - 4.00) และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีที่ถูกต้อง (Technology - 4.00) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังให้มิติอื่นๆ พัฒนาตามมาได้

จุดที่น่าสนใจคือ แม้คะแนนด้าน People และ Culture จะพัฒนาขึ้นมาก (3.50-3.60) แต่ยังต่ำกว่าด้านเทคโนโลยีเล็กน้อย ซึ่งสะท้อนความท้าทายตามธรรมชาติขององค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยน Mindset ของคน และผลกระทบจากการปรับลดพนักงาน (Rightsizing) ที่อาจส่งผลต่อขวัญกำลังใจในช่วงแรก แต่ด้วยโครงการพัฒนาคนอย่างเข้มข้น เชื่อว่าจะสามารถขยับเข้าใกล้ 4.00 ได้ในระยะต่อไป


ก่อนการทำ Transformation (Pre-2020): Level 1.50 - Dreamers (องค์กรช่างฝัน)

PETRONAS ในช่วงนี้มีความตื่นตัวเรื่อง Industry 4.0 และเริ่มมีวิสัยทัศน์ที่จะปรับเปลี่ยนองค์กร แต่การดำเนินการยังจำกัดอยู่ในรูปแบบโครงการนำร่อง (Pilot Projects) หรือเกิดขึ้นเฉพาะบางหน่วยงาน (Silos) เช่น ทีม Setel หรือฝ่ายจัดซื้อ (Smart by GEP) โครงสร้างพื้นฐานหลักยังเป็นระบบเก่า (Legacy Systems) และข้อมูลยังไม่เชื่อมโยงกัน ผู้บริหารเริ่มตระหนักแต่ยังไม่มีกลยุทธ์ดิจิทัลที่บูรณาการทั้งองค์กรอย่างแท้จริง


หลังการทำ Transformation (2025): Level 3.75 - Differentiators (ก้าวสู่องค์กรผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง)

องค์กรสามารถบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีได้อย่างสมบูรณ์ (Harmonizers) ผ่าน Enterprise Data Hub (EDH) และ Enterprise Optimisation Centre (EOC) มีการใช้ Data-Driven Decision Making ในระดับกลยุทธ์ นอกจากนี้กำลังก้าวสู่ระดับ Differentiators (Level 4) ในด้านการใช้นวัตกรรมดิจิทัลสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ (New Business Models) เช่น การขายเทคโนโลยี การทำ Carbon Trading ระดับโมเลกุล และการใช้ Agentic AI ทำงานแทนมนุษย์ ซึ่งสะท้อนความคล่องตัว (Agile) และการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก (Insight-driven) อย่างเต็มรูปแบบ


โดยสรุป PETRONAS ในปัจจุบันมีสถานะเป็น "Digital Differentiator" ในอุตสาหกรรมพลังงาน ที่ไม่ได้ใช้ดิจิทัลแค่เพื่อ "อยู่รอด" แต่ใช้เพื่อ "สร้างความแตกต่าง" และ "เติบโต" ในน่านน้ำใหม่ได้อย่างแท้จริง



AI Assessment by DX Academy

เริ่มสร้าง Digital Roadmap ของคุณให้พร้อมสำหรับยุค AI วันนี้




Part 2: NEW GROWTH ENGINE

แผนการสร้างการเติบโตครั้งใหม่สำหรับอนาคตของ Petronas


NEW GROWTH ENGINE แผนการสร้างการเติบโตครั้งใหม่สำหรับอนาคตของ PETRNAS
NEW GROWTH ENGINE แผนการสร้างการเติบโตครั้งใหม่สำหรับอนาคตของ PETRNAS
การสร้าง New Growth Engine ของ PETRONAS ไม่ใช่การทิ้งธุรกิจน้ำมันในทันที แต่เป็นการใช้ Disruptive Technology (AI & Data) เพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุดจากธุรกิจเดิม (Core) และนำเงินทุนนั้นไปลงทุนใน Disruptive Innovation (Gentari & Green Energy) ผ่านโมเดล Platform Business (Carbon Market & Setel)

PETRONAS พลิกโฉมองค์กรจากผู้ผลิตน้ำมันสู่ "Energy Superstore & Digital Solutions" โดยอาศัยกรอบวิเคราะห์ New Competitive Landscape เพื่อเปลี่ยนภัยคุกคามจาก Disruption และคู่แข่งข้ามอุตสาหกรรมให้เป็นโอกาส กลยุทธ์สำคัญคือการใช้ Disruptive Technology อย่าง AI และ Digital Twin เพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุดจากธุรกิจเดิม (Core) เพื่อระดมทุนไปสู่การสร้างธุรกิจใหม่ (New) ในรูปแบบ Platform Business เช่น การสร้างตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตระดับภูมิภาคและการยกระดับแอปพลิเคชัน Setel สู่ Lifestyle Super App รวมถึงการผันตัวเป็น "ผู้ให้บริการเทคโนโลยี" (Tech Provider) โดยนำโซลูชันดิจิทัลภายในออกขายเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ที่ยั่งยืนและลดการพึ่งพารายได้จากปิโตรเลียมในระยะยาว

อ่านต่อ

1. Disruption: รับมือการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรร

  • จัดตั้ง Gentari: แยกหน่วยธุรกิจด้านพลังงานสะอาดออกมาเป็นเอกเทศ เพื่อแข่งขันในสนามพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ไฮโดรเจน และโครงสร้างพื้นฐานรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging) โดยตรง เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดก่อนที่จะถูก Disrupted โดยบริษัทพลังงานสะอาดหน้าใหม่

  • โครงการ Petronas 2.0 (Rightsizing): ปรับโครงสร้างองค์กรเชิงรุกเพื่อรับมือกับส่วนต่างกำไรที่ลดลง โดยประกาศลดพนักงาน 10% และหยุดการจ้างงานใหม่ เพื่อให้องค์กร "เบา" และคล่องตัวพอที่จะแข่งขันกับ Startup หรือ Tech Company

  • PETRONAS เปลี่ยนตัวเองเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาค โครงสร้างองค์กรที่กระชับขึ้นช่วยลด Fixed Cost ทำให้สามารถทำกำไรได้แม้ในสภาวะราคาน้ำมันผันผวน (Decoupling efficiency from volatility)


2. Disruptive Innovation: สร้างสรรค์นวัตกรรมที่เปลี่ยนเกม

  • Setel (Lifestyle Super App): เปลี่ยนประสบการณ์การเติมน้ำมันจากการ "ต่อคิวจ่ายเงิน" เป็นการ "จ่ายผ่านแอปฯ" (Frictionless Experience) และขยายฟีเจอร์ไปสู่บริการประกันภัย ร้านสะดวกซื้อ และ EV Charging ซึ่งเป็นการ Disrupt โมเดลปั๊มน้ำมันแบบเก่า

    Setel กลายเป็นแอปฯ ยอดนิยมที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ และสร้างรายได้จากบริการที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-fuel revenue)

  • EOC Molecular (Value-based Innovation): นวัตกรรมที่เปลี่ยนการขาย "สินค้าโภคภัณฑ์" (Commodity) เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยสามารถระบุค่าคาร์บอน (CO2e) ในระดับโมเลกุลได้ ทำให้ PETRONAS สามารถขาย "น้ำมัน/ก๊าซคาร์บอนต่ำ" ที่ตลาดพรีเมียมต้องการได้

  • เพิ่มรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลใหม่ได้ถึง 12% และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม (ESG Market)


3. Disruptive Technology: การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ

  • โครงการ 007 (Agentic AI): สร้างกองทัพ AI Agents (40 ตัว) เพื่อทำงานแทนมนุษย์ในงานซ้ำซ้อน เช่น การตรวจสอบความปลอดภัยและการวางแผนซ่อมบำรุง ลดระยะเวลา Start-up โรงงานได้ 40% และลด Unplanned Downtime ได้อย่างมีนัยสำคัญ

  • AIIRA (Safety Prediction): เปลี่ยนจากการ "บันทึกอุบัติเหตุ" (Reactive) เป็นการ "พยากรณ์อุบัติเหตุ" (Predictive) ด้วย AI  ลดอุบัติเหตุได้มากกว่า 50%

  • Remote Autonomous Operations (RAO): ใช้หุ่นยนต์ (ANYmal) และระบบควบคุมระยะไกล เพื่อลดคนในพื้นที่เสี่ยง ประหยัดค่าใช้จ่าย Cloud ได้ 2.4 ล้านดอลลาร์ และลดต้นทุนบุคลากรผ่านการใช้ AI ทำงานแทน


4. Platform Business: การสร้างธุรกิจแบบแพลตฟอร์ม

  • Enterprise Data Hub (EDH): สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางที่เป็น "Single Source of Truth" เชื่อมต่อข้อมูลจาก 280 แหล่งทั่วองค์กร

  • Commercialization of Tech (Tech Provider): ไม่เก็บเทคโนโลยีไว้ใช้เองเท่านั้น แต่ร่วมมือกับพันธมิตร (เช่น AVEVA, Microsoft) เพื่อนำโซลูชันภายในอย่าง PROTEAN (Asset Management) และ AIIRA ออกขายให้กับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรม

  • เปลี่ยนสถานะจาก "Cost Center" (ฝ่ายไอทีที่ใช้เงิน) เป็น "Profit Center" (หน่วยงานที่ทำเงินจากการขาย Tech)

  • สร้าง Ecosystem การบริหารจัดการพลังงาน โดยมี PETRONAS เป็นศูนย์กลางข้อมูล ทำให้คู่ค้าและพันธมิตรต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มของ PETRONAS ในการทำธุรกรรมและการตรวจสอบคาร์บอน

  • สร้าง Carbon Marketplace Platform ธุรกิจพลังงานเดิมเป็นแบบ Pipeline (ขุด -> กลั่น -> ขาย) แต่โลกใหม่ต้องการ Platform ที่เชื่อมต่อ Demand และ Supply ของพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต โดยใช้ความน่าเชื่อถือของ EOC Molecular ในการยืนยันเครดิตคาร์บอนจากโครงการ CCS (เช่น Kasawari) เพื่อเป็นตัวกลางในการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาค


Part 3: TRANSFORMER MAP

แผนที่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ Petronas


TRANSFORMER MAP แผนที่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ Petronas
TRANSFORMER MAP แผนที่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ Petronas
PETRONAS ไม่ได้เลือกทิ้งธุรกิจเก่า (Box 1) แต่เลือกที่จะ "รีดประสิทธิภาพ" เพื่อนำเงินทุนไปสร้าง "ธุรกิจใหม่" (Box 4) ในขณะเดียวกันก็ใช้ "สินทรัพย์ดิจิทัล" (Box 2) และ "โซลูชันสิ่งแวดล้อม" (Box 3) เป็นสะพานเชื่อม เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรอย่างสมบูรณ์และปิดประตูตีแมวไม่ให้ Disruptor เข้ามาแย่งชิงพื้นที่ได้ในทุกมิติ

อ่านต่อ

การเปลี่ยนผ่านสู่ "Energy Superstore" เพื่อรับมือคู่แข่งข้ามอุตสาหกรรม

หลังจากที่ PETRONAS ได้ระบุ "New Growth Engine" (เครื่องยนต์แห่งการเติบโตใหม่) ที่มุ่งเน้นดิจิทัลและพลังงานสะอาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางกลยุทธ์ลงใน Transformer Map เพื่อจัดสรรทรัพยากรและทิศทางธุรกิจในการรับมือกับ Disruptor (เช่น Tech Giants และ Green Energy Startups) ในทั้ง 4 มิติ ดังนี้


1. Core Business + Current Market: เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจหลักในตลาดเดิม

กลยุทธ์: Refocus & Lean (รักษาฐานที่มั่นและรีดไขมันองค์กร)

PETRONAS มุ่งเน้นการปกป้องธุรกิจหลักเดิม (น้ำมันและก๊าซ) เพื่อรักษา Cash Flow ให้มั่นคงที่สุด โดยใช้กลยุทธ์ Refocus เจาะกลุ่มลูกค้าที่ยังจำเป็นต้องใช้พลังงานฟอสซิล แต่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด และใช้กลยุทธ์ Lean ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล

  • Rightsizing (การปรับขนาดองค์กร): ดำเนินนโยบาย "Petronas 2.0" โดยการปรับลดพนักงานลง 10% (ประมาณ 5,000 อัตรา) เพื่อลด Fixed Cost และขจัดความสูญเปล่า (Non-value-added) ทำให้องค์กรคล่องตัวสู้กับ Disruptor ได้

  • Agentic AI Implementation: ใช้โครงการ "007 Enterprise AI Agent" นำ AI Agents 40 ตัวมาทำงานแทนมนุษย์ในงานซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่ม Competitiveness ด้านความเร็วและลดความผิดพลาด

  • Asset Reliability: ใช้ระบบ AIIRA และ Digital Twin (EOC) เพื่อทำนายการซ่อมบำรุงและลด Unplanned Downtime ให้เป็นศูนย์ รักษาฐานกำไรจากสินทรัพย์เดิมให้ได้มากที่สุด


2. Core Business + New Market: ขยายธุรกิจหลักเข้าสู่ตลาดใหม่

กลยุทธ์: Tech Commercialization (ขยายขีดความสามารถเดิมสู่ตลาดใหม่)

PETRONAS ใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและดิจิทัลที่มีอยู่ (Current Core) ขยายไปสู่ตลาดใหม่ที่ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้ Disruptor (เช่น บริษัท Tech ที่ขาย Software พลังงาน) ยึดครองตลาดนี้

  • From Operator to Tech Provider: เปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้น้ำมัน เป็นผู้ขายเทคโนโลยี โดยนำโซลูชันภายในอย่าง PROTEAN (ระบบบริหารสินทรัพย์) และ AIIRA (ระบบความปลอดภัย AI) ออกไปขายให้กับบริษัทอุตสาหกรรมอื่นๆ หรือคู่แข่งรายย่อย ผ่านพันธมิตรอย่าง AVEVA และ Microsoft

  • Logistics Services: ใช้แพลตฟอร์ม STEAR ที่พัฒนาขึ้นเพื่อจัดการเรือขนส่งของตนเอง ขยายไปให้บริการโลจิสติกส์ทางทะเลแก่บริษัทอื่นในอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกัน


3. New Core Business + Current Market: สร้างบริการใหม่ในตลาดเดิม

กลยุทธ์: Decarbonization Solutions (นำเสนอสินค้าใหม่ให้ลูกค้าเดิม)

เมื่อลูกค้าเดิม (โรงไฟฟ้า, โรงงานอุตสาหกรรม) เริ่มถูกกดดันเรื่องสิ่งแวดล้อม PETRONAS จึงต้องสร้าง New Core Business (พลังงานสะอาด/CCS) มานำเสนอ เพื่อรักษาลูกค้าเหล่านี้ไว้ไม่ให้หนีไปหา Green Energy Startups

  • Carbon Capture as a Service (CCaaS): นำเสนอโซลูชันการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (เช่น โครงการ Kasawari CCS) ให้กับคู่ค้าเดิมในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมาย Net Zero

  • Low-Carbon Molecules: นำเสนอ "ก๊าซธรรมชาติคาร์บอนต่ำ" หรือ "น้ำมันเกรดพิเศษ" ที่ผ่านการรับรองค่าคาร์บอนจากระบบ EOC Molecular ให้กับลูกค้าเกรดพรีเมียมที่ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อภาพลักษณ์สิ่งแวดล้อม


4. New Core Business + New Market: พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ในตลาดใหม่

กลยุทธ์: Reinvention & New Growth (สร้างธุรกิจใหม่ในน่านน้ำใหม่)

นี่คือการเปลี่ยนผ่านขั้นสูงสุด (Reposition the Core) เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ โดยกระโดดเข้าสู่ธุรกิจที่ PETRONAS ไม่เคยทำมาก่อน ในตลาดที่ไม่เคยเข้าถึง เพื่อแข่งกับ Disruptor ข้ามสายพันธุ์ (เช่น Tesla, Grab, Fintech)

  • Gentari (Green Mobility & Hydrogen): สร้างแบรนด์ลูก Gentari เพื่อเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ PETRONAS เดิมไม่เชี่ยวชาญ แข่งขันกับผู้ผลิตแบตเตอรี่และค่ายรถยนต์

  • Setel Ecosystem (Fintech & Lifestyle): พลิกโฉมแอปฯ Setel จากแค่จ่ายค่าน้ำมัน ให้กลายเป็น Lifestyle Super App ที่ให้บริการ e-Wallet, ประกันภัยรถยนต์, และบริการดูแลรถ (Auto Assistance) เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่อาจจะไม่ได้ขับรถเติมน้ำมัน แต่ใช้ชีวิตในโลกดิจิทัล

AI Consulting by DX Academy

พร้อมหรือยังที่จะสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กรของคุณ?




Part 4: BUSINESS MODEL CANVAS

การพัฒนนาโมเดลธุรกิจใหม่ของ Petronas


Business Model Canvas ของ Petronas
Business Model Canvas ของ Petronas
Business Model Canvas ใหม่นี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลธุรกิจแบบ "ท่อส่ง" (Pipeline Business) ที่เน้นผลิตและขายสินค้าโภคภัณฑ์ทางเดียว ไปสู่โมเดลธุรกิจแบบ "แพลตฟอร์มและโซลูชัน" (Platform & Solution Business) ที่เน้นการสร้างรายได้จากข้อมูล เทคโนโลยี และบริการที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้ PETRONAS หลุดพ้นจากกับดักราคาน้ำมันและเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต

อ่านต่อ

1. Customer Segments (กลุ่มลูกค้า)

จากการขายน้ำมันให้ทุกคน สู่การเจาะกลุ่มเฉพาะเจาะจงและลูกค้าดิจิทัล

  • Eco-Conscious B2B Clients: กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าที่ต้องการเชื้อเพลิงสะอาดและโซลูชันลดคาร์บอน (Decarbonization Partners) เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero

  • Green Mobility Users: ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และผู้ใช้พลังงานไฮโดรเจน ผ่านแบรนด์ Gentari

  • Digital Natives & Lifestyle Users: ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใช้แอปพลิเคชัน Setel ในการใช้ชีวิตประจำวัน (ชำระเงิน, ซื้อประกัน, ช้อปปิ้ง) โดยอาจไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์

  • Industry Peers (Tech Buyers): บริษัทน้ำมันขนาดเล็กหรือโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องการซื้อซอฟต์แวร์บริหารจัดการสินทรัพย์ (SaaS) ที่ PETRONAS พัฒนาขึ้น


2. Value Propositions (การเสนอคุณค่า)

จากสินค้าโภคภัณฑ์ สู่โซลูชันอัจฉริยะและความยั่งยืน

  • Integrated Clean Energy Solutions: ไม่ได้ขายแค่ก๊าซ แต่ขาย "พลังงานที่ตรวจสอบค่าคาร์บอนได้" (Traceable Low-Carbon Molecules) ผ่านระบบ EOC Molecular

  • Frictionless Mobility Experience: ประสบการณ์การเดินทางที่ไร้รอยต่อผ่าน Setel (เติมน้ำมัน/ชาร์จไฟไม่ต้องลงจากรถ, ประกันภัยกดซื้อได้ทันที)

  • Operational Excellence as a Service: การส่งมอบความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมผ่านซอฟต์แวร์ AI และ Digital Twin (เช่น AIIRA, PROTEAN) เพื่อช่วยลูกค้าลดต้นทุนและเพิ่มความปลอดภัย

  • Decoupled Reliability: การการันตีความมั่นคงทางพลังงานที่ราคาเข้าถึงได้ โดยมีเทคโนโลยีช่วยบริหารจัดการความผันผวนของราคา


3. Customer Relationships (ความสัมพันธ์กับลูกค้า)

จากความสัมพันธ์ทางการค้า สู่พันธมิตรและระบบอัตโนมัติ

  • Strategic Decarbonization Partner: ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Consultative) ช่วยวางแผนลดคาร์บอนให้ลูกค้า B2B ในระยะยาว

  • Hyper-Personalization (AI Agents): ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ Setel เพื่อนำเสนอโปรโมชั่นและบริการที่ตรงใจรายบุคคลแบบเรียลไทม์

  • Self-Service Automation: ให้บริการลูกค้าผ่าน AI Chatbots และระบบอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ลดการพึ่งพา Call Center


4. Channels (ช่องทาง)

จากปั๊มน้ำมันและสัญญาขายส่ง สู่แพลตฟอร์มดิจิทัล

  • Super App Platform (Setel): ช่องทางหลักในการเข้าถึงลูกค้า B2C สำหรับทุกบริการ (Lifestyle, Fintech, Energy)

  • Green Mobility Network (Gentari): สถานีชาร์จ EV และจุดเติมไฮโดรเจนที่กระจายตัวอยู่ในจุดยุทธศาสตร์

  • Digital Marketplaces: ช่องทางขายซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี (Tech Commercialization) ผ่าน Cloud Marketplace ของพันธมิตร (เช่น Microsoft Azure Marketplace)

  • Direct B2B Digital Interface: แดชบอร์ดสำหรับลูกค้าองค์กรในการติดตาม Carbon Footprint ของพลังงานที่ซื้อไป


5. Revenue Streams (แหล่งรายได้)

จากการขายน้ำมัน สู่รายได้บริการและเทคโนโลยี

  • Energy-as-a-Service (EaaS): รายได้จากการขายพลังงานไฟฟ้า (Green Electrons), บริการติดตั้ง Solar Roof และบริการจัดการพลังงาน

  • Tech Licensing & Subscription Fees: ค่าลิขสิทธิ์และค่าสมาชิกรายเดือนจากการขายซอฟต์แวร์ (SaaS) และโซลูชัน AI ให้กับบริษัทอื่น

  • Platform Fees & Fintech: ค่าธรรมเนียมธุรกรรมการเงินและส่วนแบ่งรายได้จากพาร์ทเนอร์ในแอป Setel

  • Carbon Credits Trading: รายได้จากการขายเครดิตคาร์บอนที่ได้จากโครงการ CCS และพลังงานหมุนเวียน


6. Key Activities (กิจกรรมสำคัญ)

จากการขุดเจาะ สู่การบริหารจัดการและนวัตกรรม

  • Digital Twin Orchestration: การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าผ่าน Enterprise Optimisation Centre (EOC) เพื่อปรับสมดุลกำไรและคาร์บอน

  • R&D in Green Tech: การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจน, แบตเตอรี่, และการดักจับคาร์บอน

  • Ecosystem Building: การสร้างและขยายเครือข่ายพันธมิตรในธุรกิจใหม่ (เช่น การหาพาร์ทเนอร์ร้านค้าลงแอป Setel)

  • AI Agent Development: การพัฒนาและเทรน AI Agents อย่างต่อเนื่องเพื่อทดแทนงานซ้ำซ้อน


7. Key Resources (ทรัพยากรสำคัญ)

จากแท่นขุดเจาะ สู่ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์

  • Data Assets & AI Algorithms: ฐานข้อมูลมหาศาล (Big Data) ใน Enterprise Data Hub และอัลกอริทึม AI (โครงการ 007) คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด

  • Rightsized Talent: พนักงานที่มีทักษะดิจิทัล (Citizen Developers) และโครงสร้างองค์กรที่กระชับ คล่องตัว

  • Renewable Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น ฟาร์มโซลาร์, สถานีชาร์จ EV, และแหล่งกักเก็บคาร์บอน (CCS Sites)

  • Intellectual Property (IP): สิทธิบัตรในเทคโนโลยีการสำรวจและซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเอง


8. Key Partnerships (พันธมิตรสำคัญ)

จากผู้รับเหมาขุดเจาะ สู่ Tech Giants และ Startups

  • Technology Giants (Microsoft, AWS, AVEVA): พันธมิตรด้าน Cloud และ AI เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและช่องทางการขาย Tech

  • Green Startups & OEMs: ร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ EV และสตาร์ทอัพด้านพลังงานสะอาดเพื่อขยายเครือข่าย Gentari

  • Regulators & Certification Bodies: ทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อกำหนดมาตรฐาน Carbon Credit และนโยบายพลังงานชาติ (NETR)


9. Cost Structure (โครงสร้างต้นทุน)

จาก CAPEX สูง สู่ต้นทุนที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

  • Shift to OPEX: ลดการลงทุนหนักในสินทรัพย์ฟอสซิลระยะยาว (CAPEX) เปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่ายด้าน Cloud และ Technology (OPEX) ที่ปรับลด-เพิ่มได้ตามการใช้งาน

  • Optimization Efficiency: ต้นทุนการดำเนินงานลดลงอย่างมากจากการใช้ AI Agents และ Predictive Maintenance (ลดค่าซ่อมแซมฉุกเฉิน)

  • Lean Workforce Cost: ต้นทุนบุคลากรลดลงจากการทำ Rightsizing (ลดพนักงาน 10%) แต่ลงทุนเพิ่มในการ Upskill พนักงานที่เหลือ



Part 5: DIGITAL TRANSFORMATION CANVAS

ถอดรหัสการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ความสำเร็จของ Petronas ด้วย DIGITAL TRANSFORMATION CANVAS


DIGITAL TRANSFORMATION CANVAS ของ Petronas
DIGITAL TRANSFORMATION CANVAS ของ Petronas

ส่วนที่ 1:  ตั้งหลักทรานส์ฟอร์ม


01. Define New Core Business

การประเมินธุรกิจหลักใหม่

จาก "ยักษ์ใหญ่พลังงานดั้งเดิม" สู่ "ผู้นำนวัตกรรมพลังงานยั่งยืน" (Sustainable Energy Tech Leader)

02. Define New Value Proposition

นำเสนอข้อเสนอทางคุณค่าใหม่ของธุรกิจ

  • Traceable Green Energy: การส่งมอบพลังงานที่สามารถระบุค่าคาร์บอนได้ในระดับโมเลกุล (Traceable Carbon Footprint) ผ่านระบบ EOC Molecular เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า B2B ที่ต้องการลดคาร์บอน

  • Zero-Unplanned Downtime: การการันตีความน่าเชื่อถือของการส่งมอบพลังงาน ด้วยกระบวนการผลิตที่ไร้การหยุดชะงักจากอุบัติเหตุ (ขับเคลื่อนด้วย AIIRA)

  • Frictionless Mobility Ecosystem: ประสบการณ์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่ไร้รอยต่อผ่าน Setel (เติมน้ำมัน/ชาร์จไฟ/ซื้อสินค้า ได้ในแอปเดียว)


03. Define New Business Model

ออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่

  • Energy-as-a-Service (EaaS): รายได้จากโซลูชันพลังงานสะอาดและไฮโดรเจน (Gentari)

  • Tech Commercialization: เปลี่ยนแผนก IT จาก Cost Center เป็น Profit Center โดยนำซอฟต์แวร์ภายใน (เช่น ระบบบริหารสินทรัพย์) ออกขายให้บริษัทอื่น

  • Carbon Trading: รายได้จากการบริหารจัดการและขายเครดิตคาร์บอน


ส่วนที่ 2:  สร้างความสามารถใหม่ด้านดิจิทัล


04. Identify Existing Digital Capabilities

ประเมินขีดความสามารถด้านดิจิทัลในปัจุบัน

  • Siloed Legacy Systems (ระบบงานแบบแยกส่วน):

    • มีระบบ ERP และฐานข้อมูลแบบดั้งเดิม (On-premise) แต่แยกขาดจากกันระหว่างหน่วยงาน Upstream, Downstream และ Corporate

    • ระบบ IT (สำนักงาน) และ OT (โรงงาน/แท่นขุดเจาะ) แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลจากเซนเซอร์หน้างานไม่สามารถดึงมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลการเงินได้ทันที

  • Manual & Analogue Processes (กระบวนการทำงานแบบดั้งเดิม):

    • การจัดเก็บข้อมูลส่วนใหญ่ยังเป็นเอกสารกระดาษ (Paper-based) หรือไฟล์ Excel ที่กระจัดกระจาย

    • กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายต้องใช้คนตรวจสอบและเดินเอกสาร (Manual Workflow) ทำให้เกิดความล่าช้า

  • Reactive Maintenance Capabilities (ขีดความสามารถแบบตั้งรับ):

    • การซ่อมบำรุงทำตามรอบเวลา (Time-based) หรือซ่อมเมื่อเสีย (Break-fix) ยังไม่มีความสามารถในการทำนายล่วงหน้า (Predictive)

  • Physical-Dependent Operations (การทำงานที่พึ่งพาคนหน้างาน):

    • การตรวจสอบและควบคุมแท่นขุดเจาะต้องใช้คนลงพื้นที่จริง (Physical Presence) ไม่สามารถควบคุมระยะไกลได้

    • การเข้าถึงข้อมูลต้องทำผ่านเครือข่ายภายในสำนักงานเท่านั้น (No Remote Access/Work from Home capability)


05. Develop New Digital Capabilities

กำหนดขีดความสามารถใหม่ด้านดิจิทัล

  • Unified Data Platform on Cloud:

    • ความสามารถในการรวบรวมข้อมูลจากทุกไซโลเข้าสู่ศูนย์กลางเดียวบน Cloud (Azure/AWS) เพื่อให้เกิด "Single Source of Truth"

  • Digital Twin & Real-time Analytics:

    • ความสามารถในการจำลองภาพรวมธุรกิจแบบสด (EOC) และติดตาม Carbon Footprint ระดับโมเลกุล

  • Predictive & Prescriptive AI:

    • ความสามารถในการใช้ AI (AIIRA) ทำนายอุบัติเหตุและความเสียหายของเครื่องจักรล่วงหน้า เพื่อลด Downtime

  • Autonomous & Remote Operations:

    • ความสามารถในการควบคุมงานจากระยะไกล (Remote Ops) และใช้ AI Agents/Robotics ทำงานแทนคน


06. Digital Initiatives & Roadmap

วางแผนและสร้างขีดความสามารถด้านดิจิทัลจากปัจจุบันไปสู่อนาคต

  • Phase 1 (Foundation): 2019 – 2021 ย้ายโครงสร้างพื้นฐานจาก On-premise ขึ้นสู่ Cloud (Cloud Migration) และเริ่มโครงการ "Data Liberation" เพื่อปลดล็อกข้อมูลออกจากระบบ Legacy เพื่อเปลี่ยนจาก Siloed Systems เป็น Centralized Data (EDH)

  • Phase 2 (Integration): 2022 – 2023 เชื่อมโยงข้อมูล IT/OT เข้าด้วยกันผ่าน EOC และเริ่มใช้ AIIRA มาวิเคราะห์ข้อมูลความปลอดภัย เพื่อเปลี่ยนจาก Manual/Reactive เป็น Data-Driven/Predictive

  • Phase 3 (Autonomy): 2024 – 2025 [ปัจจุบัน] ริเริ่มโครงการ "007 Enterprise AI Agent" และนำหุ่นยนต์ (Robotics) มาใช้ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเปลี่ยนจาก Physical-Dependent เป็น Autonomous Workforce

  • Phase 4 (Commercialization): 2026+ พัฒนาแพลตฟอร์มภายในให้เป็นสินค้า (SaaS) เพื่อขายให้ตลาดภายนอก เพื่อเปลี่ยนจาก Cost Center เป็น New Revenue Stream


ส่วนที่ 3: Transformation in Action


07. Organizational Transformation

ออกแบบการเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล

  • Structure: ปรับโครงสร้างองค์กรให้แบนราบ (Flatter) ภายใต้โมเดล "Petronas 2.0" และดำเนินการ Rightsizing เพื่อความคล่องตัว

  • Skills: จัดตั้ง PETRONAS Digital Academy เพื่อ Reskill พนักงานให้เป็น Citizen Developers และ Data Analysts

  • KPIs: เปลี่ยนตัวชี้วัดจาก "Volume Produced" เป็น "Value Created & Carbon Reduced" และวัดผลการใช้งานเครื่องมือดิจิทัล (Adoption Rate)


08. Agile Strategy & Planning

เปลี่ยนกลยุทธ์และการดำเนินงานด้วยแนวคิด Agile

  • Agile at Scale: เลิกใช้การวางแผนแบบ Waterfall ระยะยาว เปลี่ยนเป็นการทำงานแบบ Agile Sprints ในการพัฒนาโปรดักต์ดิจิทัล

  • Zero-Based Design Mindset: ก่อนจะนำดิจิทัลมาจับ ต้องรื้อกระบวนการทำงานเดิมทิ้งและออกแบบใหม่จากศูนย์ (Zero-touch operations) เพื่อไม่ให้เป็นการ "ทำให้กระบวนการแย่ๆ เร็วขึ้นด้วยดิจิทัล"

  • Fail Fast, Learn Faster: สนับสนุนวัฒนธรรมการทดลองทำสิ่งใหม่ (เช่น การทดลองโมเดลธุรกิจของ Setel) โดยยอมรับความล้มเหลวเพื่อการเรียนรู้


09. Building Collaborative Ecosystem

สร้างระบบนิเวศใหม่ที่สร้างการมีส่วนร่วมกันระหว่างในและนอกองค์กร

  • Tech Partnerships: ร่วมมือเชิงลึกกับ Microsoft (AI/Data), AWS (Cloud), และ AVEVA (Industrial Software) ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ซื้อ แต่เป็นผู้ร่วมพัฒนาโซลูชัน

  • Innovation Ecosystem: ทำงานร่วมกับ Startups และมหาวิทยาลัยผ่านโครงการบ่มเพาะนวัตกรรม เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ (เช่น Hydrogen, Battery)

  • Regulatory Collaboration: ร่วมมือกับภาครัฐในการกำหนดมาตรฐาน Carbon Credit และโครงสร้างพื้นฐาน EV (ผ่านแผน NETR) เพื่อสร้างตลาดใหม่

Digital Transformation Canvas นี้แสดงให้เห็นว่า PETRONAS ไม่ได้ทำแค่การ "ซื้อเทคโนโลยีมาใช้" แต่เป็นการ "รื้อโครงสร้างและวิธีคิด" ขององค์กรใหม่ทั้งหมด โดยใช้ AI และ Data เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงธุรกิจหลัก (Core) เข้ากับโอกาสใหม่ (New Growth) และเปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นพันธมิตรใน Ecosystem เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
Executive & Train The Trainer Training Programs by DX Academy

หลักสูตรทรานส์ฟอร์มธุรกิจสำหรับผู้บริหาร สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในยุค AI



List of References

  • Asian Business Review. (2025). PETRONAS recognised at Asian Innovation Excellence Awards 2025 for reimagining oil and gas operations. Asian Business Review.

  • Austin, D. (2025, November 12). PETRONAS’s digital gambit: Architecting an AI-powered E&P ecosystem. Geo ExPro Magazine.

  • Guild, J. (2025, June 11). Why the National Energy Transition Roadmap Makes Sense for Malaysia. The Diplomat.

  • IDC. (2025). IDC Future Enterprise Awards 2025 – ASEAN Winners. International Data Corporation.

  • Mittal, S., Khan, M. A., Romero, D., & Wuest, T. (2018). A critical review of smart manufacturing & Industry 4.0 maturity models: Implications for small and medium-sized enterprises (SMEs). Journal of Manufacturing Systems.

  • Nasir, U. (2025, June 6). PETRONAS to reduce workforce by 10% as part of transformation drive. Human Resources Online.

  • Pereira, J. (2018). Unlocking Value Through Digital Transformation. FLOW Magazine, Issue 1/2018.

  • PETRONAS. (2018). PETRONAS Activity Outlook 2018-2020. PETRONAS Group.

  • PETRONAS. (2024). PETRONAS Integrated Report 2024. PETRONAS Group.

  • PETRONAS. (2025). PETRONAS Group Financial Results Announcement 1H 2025. PETRONAS Group.

  • Umairah, N. (2025). Petronas 2.0 must monetise molecules competitively, says CEO. Human Resources Online.


bottom of page