IKEA — จากยักษ์ใหญ่แห่งวงการเฟอร์นิเจอร์ประกอบเอง สู่ ผู้นำด้านนวัตกรรมค้าปลีกและประสบการณ์ดิจิทัลเพื่อการอยู่อาศัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
- DX Academy

- 7 วันที่ผ่านมา
- ยาว 9 นาที
อัปเดตเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา

IKEA (อิเกีย) ผู้นำระดับโลกด้านสินค้าตกแต่งบ้าน ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการทำ Digital & AI Transformation ที่พลิกโฉมจากธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Brick-and-Mortar) ที่เน้นการให้ลูกค้ามาเลือกซื้อสินค้าที่สโตร์ชานเมือง สู่การเป็นองค์กร Omnichannel ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ
กรณีศึกษานี้นำเสนอเส้นทางการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของ IKEA จากผู้นำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ค้าปลีกแบบดั้งเดิม สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย Digital Transformation ในยุค AI ผู้อ่านจะได้เรียนรู้กลยุทธ์การปรับตัวขององค์กรระดับโลกที่ไม่เพียงแค่นำเทคโนโลยีมาใช้ แต่ยังปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรและการพัฒนาบุคลากร (Reskilling) ควบคู่ไปกับการใช้นวัตกรรมล้ำสมัย เช่น Generative AI และ หุ่นยนต์อัตโนมัติ เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ไร้รอยต่อและโมเดลธุรกิจใหม่ บทเรียนจาก IKEA จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการผสานเทคโนโลยีเข้ากับวิสัยทัศน์ทางธุรกิจและความยั่งยืน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง
Background
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2018 ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า "ไม่ใช่แค่การสร้างกลยุทธ์ดิจิทัล แต่คือการสร้างกลยุทธ์ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล (Strategy enabled by digital transformation)" IKEA ได้ปฏิรูปองค์กรผ่าน 2 ระยะสำคัญ:
ระยะวางรากฐาน (2018-2023): เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ การเชื่อมต่อช่องทางออนไลน์-ออฟไลน์ และการยกระดับทักษะพนักงาน
ระยะเร่งเครื่องด้วย AI (2024-ปัจจุบัน): เน้นการใช้ Generative AI, หุ่นยนต์อัตโนมัติ และ Data Analytics เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ IKEA สามารถเพิ่มยอดขายออนไลน์จากระดับต่ำกว่า 10% สู่ 26% ของยอดขายรวม สร้างรายได้จากบริการดิจิทัลใหม่ๆ และก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม (Responsible AI) ในระดับสากล กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่องค์กรขนาดใหญ่ที่มีรากฐานมายาวนานก็สามารถปรับตัวให้ทันสมัยและเป็นผู้นำในยุคดิจิทัลได้ หากมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ
Business Overview
IKEA (ดำเนินงานโดย Ingka Group) คือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีเดนที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 80 ปี ด้วยเอกลักษณ์สินค้าดีไซน์สวยงาม ราคาย่อมเยา และบรรจุภัณฑ์แบบแบน (Flat-pack) ที่ลูกค้าต้องนำไปประกอบเอง โมเดลธุรกิจดั้งเดิมของ IKEA ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการสร้างสโตร์ขนาดใหญ่ (Blue Box) ในพื้นที่ชานเมือง เพื่อบริหารจัดการต้นทุนและสต็อกสินค้า
อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน IKEA ได้ขยายขอบเขตธุรกิจจากแค่การขายสินค้า ไปสู่การเป็น "ผู้ให้บริการโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยครบวงจร" ผ่านช่องทางที่หลากหลาย:
Physical Stores: ปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นทั้งโชว์รูมและศูนย์กระจายสินค้า (Fulfillment Center) รวมถึงเปิดสาขาขนาดเล็กในใจกลางเมือง (City Stores/Plan and Order Points)
Digital Channels: เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน Superapp, และแพลตฟอร์มออกแบบเสมือนจริง (IKEA Kreativ)
Services: บริการออกแบบทางไกล, บริการประกอบเฟอร์นิเจอร์ (TaskRabbit), และบริการด้านความยั่งยืน
พันธกิจหลักของ IKEA ยังคงเป็น "การสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับคนทั่วไปในทุกๆ วัน (To create a better everyday life for the many people)" แต่บริบทของวิธีการได้ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น สะดวกขึ้น และยั่งยืนขึ้น
Challenges
ความท้าทายสำคัญของกรณีศึกษานี้คือการที่ IKEA ต้องก้าวข้าม 'กับดักความสำเร็จ' ของโมเดลธุรกิจดั้งเดิมที่เน้นสโตร์ขนาดใหญ่ (Cash & Carry) ซึ่งเริ่มไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายและประสบการณ์แบบ Omnichannel
โดย IKEA ต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซที่ล่าช้ากว่าคู่แข่ง ท่ามกลางอุปสรรคใหญ่จากโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ล้าสมัย (Legacy Systems) และการบริหารจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Data Silos) ภายในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI อย่างคล่องตัวนั้นเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนและยากลำบากที่สุด
ก่อนปี 2018 และในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง IKEA เผชิญกับอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้:
3.1 การเริ่มต้นช้ากว่าคู่แข่งในตลาด E-commerce (Market Laggard)
IKEA ยอมรับว่าเข้าสู่ตลาดออนไลน์ช้ากว่าคู่แข่งรายสำคัญและ Digital Natives (เช่น Amazon, Wayfair)
โมเดลธุรกิจเดิมที่ออกแบบมาให้ลูกค้า "บริการตัวเอง" (Cash & Carry) ไม่เอื้อต่อระบบโลจิสติกส์สำหรับการจัดส่งถึงบ้านที่มีความซับซ้อน
3.2 พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป (Changing Consumer Behavior)
ลูกค้ายุคใหม่ต้องการความสะดวกสบาย (Convenience) ไม่ต้องการเดินทางไกลไปชานเมือง และคาดหวังประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ไร้รอยต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์
ความต้องการบริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) มีมากขึ้น ซึ่งระบบเดิมไม่สามารถตอบสนองได้
3.3 ปัญหาโครงสร้างองค์กรและเทคโนโลยี (Organizational & Technical Debt)
Siloed Organization: การทำงานแยกส่วนระหว่างแผนกและระหว่างประเทศ ทำให้การขับเคลื่อนกลยุทธ์ระดับโลกทำได้ยาก
Legacy Systems: ระบบไอทีแบบดั้งเดิมที่ไม่ยืดหยุ่น ข้อมูลกระจัดกระจาย (Data Silos) ไม่สามารถนำมาวิเคราะห์แบบ Real-time ได้
Talent Gap: ขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลและ AI ภายในองค์กร
3.4 วิกฤตการณ์โควิด-19 (COVID-19 Pandemic)
การปิดสโตร์ทั่วโลกชั่วคราวส่งผลกระทบต่อรายได้หลัก บีบบังคับให้ต้องเร่งกระบวนการ Digital Transformation ให้เร็วกว่าแผนเดิมหลายเท่าตัว
Goals and Outcomes
เป้าหมายหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการพลิกโฉม IKEA ให้เป็นองค์กร Omnichannel ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด 'Strategy enabled by digital'
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือความสำเร็จในการเพิ่มสัดส่วนยอดขายออนไลน์จากต่ำกว่า 10% พุ่งทะยานสู่ 26% และสร้างรายได้ใหม่จากบริการออกแบบทางไกลกว่า 1.3 พันล้านยูโร พร้อมทั้งการเปิดตัวนวัตกรรมที่จับต้องได้จริงอย่าง IKEA Kreativ และ AI Assistant ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านระบบอัตโนมัติในคลังสินค้า ส่งผลให้ IKEA ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านค้าปลีกอัจฉริยะที่เติบโตอย่างยั่งยืน
การทำ Digital & AI Transformation ของ IKEA แบ่งออกเป็นเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ชัดเจนใน 2 ช่วงเวลาสำคัญ:
Phase 1: การวางรากฐานและ Omnichannel (2018–2023)
เป้าหมาย (Goals):
เปลี่ยนระบบ IT สู่ Cloud เพื่อความยืดหยุ่น
สร้างประสบการณ์ Omnichannel ที่ไร้รอยต่อ เชื่อมต่อร้านค้าและออนไลน์
ยกระดับทักษะพนักงาน (Reskilling) เพื่อรองรับบทบาทใหม่
ผลลัพธ์ (Outcomes):
ยอดขายออนไลน์พุ่งทะยาน: สัดส่วนยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 10% เป็น 26% ของยอดขายรวม
IKEA Kreativ: เปิดตัวเครื่องมือออกแบบห้องเสมือนจริงด้วย AI ที่ช่วยลบเฟอร์นิเจอร์เดิมและวางของใหม่ได้ผ่านสมาร์ทโฟน
Massive Reskilling: ประสบความสำเร็จในการฝึกอบรมพนักงานคอลเซ็นเตอร์ 8,500 คน ให้กลายเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบภายใน สร้างรายได้จากบริการออกแบบทางไกลได้ถึง 1.3 พันล้านยูโร
AI Chatbot "Billie": สามารถจัดการข้อซักถามลูกค้าได้ถึง 47% ช่วยลดภาระงานของพนักงาน
Phase 2: การขับเคลื่อนด้วย AI และนวัตกรรม (2024–ปัจจุบัน)
เป้าหมาย (Goals):
ใช้ AI เป็นแกนหลัก (AI-First) ในการสร้างประสบการณ์ลูกค้าแบบ Hyper-personalization
เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation)
เป็นผู้นำด้านจริยธรรม AI (Responsible AI)
ผลลัพธ์ (Outcomes):
IKEA AI Assistant (Generative AI): เปิดตัวผู้ช่วยส่วนตัวบน GPT Store ที่ให้คำแนะนำการแต่งบ้านและสินค้าแบบโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติ
Drone Inventory Management: ใช้โดรนอัตโนมัติตรวจนับสต็อกสินค้าในคลังสินค้าช่วงกลางคืน เพิ่มความแม่นยำและลดอุบัติเหตุของพนักงาน
AI for Sustainability: ใช้ AI (Winnow System) ช่วยลดปริมาณขยะอาหารในร้านอาหาร IKEA ได้ถึง 50%
Ethical Leadership: เป็นองค์กรแรกๆ ที่ร่วมลงนามใน EU AI Pact เพื่อยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยและจริยธรรมในการใช้ AI ก่อนกฎหมายบังคับใช้
Internal Productivity: พนักงานกว่า 30,000 คน และผู้นำ 3,000 คน ได้รับการอบรม AI Literacy และใช้เครื่องมือ AI Copilot เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
Part 1: DIGITAL READINESS ASSESSMENT
การวิเคราะห์ระดับความพร้อมทางดิจิทัล (Digital Readiness) และวุฒิภาวะทางดิจิทัล (Digital Maturity) ของ IKEA โดยเปรียบเทียบระหว่างช่วง ก่อนการทรานส์ฟอร์ม (ปี 2018) และ หลังการทรานส์ฟอร์ม (ปี 2025)

IKEA ได้สร้างพัฒนาการแบบก้าวกระโดดจากระดับ Dreamers (Level 1.4) ในช่วงก่อนปี 2018 ซึ่งเป็นองค์กรที่เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงแต่ยังขาดกลยุทธ์ดิจิทัลที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยียังล้าสมัย (Legacy) และการทำงานแยกส่วน (Silos) ก้าวขึ้นสู่ระดับ Harmonizers ที่กำลังมุ่งสู่ Differentiators (Level 3.9) ในช่วงหลังปี 2024 ได้อย่างสมบูรณ์
IKEA ประสบความสำเร็จในการยกระดับขีดความสามารถครบทั้ง 8 มิติ เริ่มจาก Leadership ที่มีวิสัยทัศน์และ Strategy ที่ผนวกดิจิทัลเป็นแกนหลักธุรกิจ นำไปสู่การลงทุนใน Technology ขั้นสูง (AI & Cloud) เพื่อปฏิวัติ Operation และ Customer Experience ให้ไร้รอยต่อ ควบคู่ไปกับการปรับ Organization และ Culture ให้คล่องตัว (Agile) พร้อมทั้ง Reskill People นับหมื่นคน ให้พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ ส่งผลให้ IKEA กลายเป็นผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับโลก
โดยสรุป PETRONAS ในปัจจุบันมีสถานะเป็น "Digital Differentiator" ในอุตสาหกรรมพลังงาน ที่ไม่ได้ใช้ดิจิทัลแค่เพื่อ "อยู่รอด" แต่ใช้เพื่อ "สร้างความแตกต่าง" และ "เติบโต" ในน่านน้ำใหม่ได้อย่างแท้จริง

เริ่มสร้าง Digital Roadmap ของคุณให้พร้อมสำหรับยุค AI วันนี้
Part 2: NEW GROWTH ENGINE
แผนการสร้างการเติบโตครั้งใหม่สำหรับอนาคตของ Petronas

การสร้าง New Growth Engine ของ IKEA คือการพลิกโฉมโมเดลธุรกิจจาก 'ผู้ขายเฟอร์นิเจอร์' สู่การเป็น 'แพลตฟอร์มโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะและยั่งยืน' (Sustainable Smart Living Platform) โดยเปลี่ยนแรงกดดันจาก Disruption และเทคโนโลยีให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ผ่านการผนวก AI และ Data เข้ากับกลยุทธ์ Omnichannel ที่ไร้รอยต่อและการขยายสู่ธุรกิจแบบ Platform (เช่น TaskRabbit) ซึ่งช่วยให้ IKEA สามารถนำเสนอประสบการณ์ที่รู้ใจลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-personalization) พร้อมสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากภาคบริการและสินค้านวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตใน S-Curve ใหม่ได้อย่างมั่นคงและเหนือกว่าคู่แข่งในยุคดิจิทัล
อ่านต่อ
1. Disruption: รับมือการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม
IKEA ถูก Disrupt จาก E-commerce Giants (เช่น Amazon) ที่เน้นความเร็วในการส่ง และพฤติกรรมคนเมืองที่ไม่สะดวกเดินทางไปสโตร์ชานเมือง
Omnichannel Transformation: พลิกโฉมจากธุรกิจหน้าร้านอย่างเดียวสู่การขายแบบผสมผสาน ปรับสโตร์ให้เป็นศูนย์กระจายสินค้า (Fulfillment Units) เพื่อส่งของได้เร็วขึ้น
City Stores & Plan and Order Points: เปิดสาขาขนาดเล็กในใจกลางเมือง (เช่น ปารีส, ลอนดอน, โตเกียว) เพื่อดักจับลูกค้ากลุ่ม Urban ที่ไม่มีรถยนต์
ปรับโครงสร้างราคาค่าส่ง: พยายามลดค่าบริการจัดส่งให้แข่งขันได้กับ Marketplace
ยอดขายออนไลน์พุ่งจาก <10% สู่ 26% ของยอดขายรวม (ปี 2023)
สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ไม่เคยไป IKEA สาขาใหญ่ได้สำเร็จ และเปลี่ยนจุดอ่อนด้านโลจิสติกส์ให้เริ่มแข็งแกร่งขึ้น
2. Disruptive Innovation: สร้างสรรค์นวัตกรรมที่เปลี่ยนเกม
แนวโน้ม "Smart Home" ที่อุปกรณ์อัจฉริยะเริ่มสำคัญกว่าเฟอร์นิเจอร์ไม้ธรรมดา และเทรนด์ "Circular Economy" ที่คนหันไปซื้อของมือสองหรือเช่าแทนซื้อใหม่
IKEA Home Smart: พัฒนาสินค้านวัตกรรมที่ผสานเทคโนโลยี เช่น ลำโพง SYMFONISK (ร่วมกับ Sonos), หลอดไฟอัจฉริยะ, และเครื่องฟอกอากาศที่สั่งงานผ่านแอปได้ เพื่อเปลี่ยนตัวเองเป็น Tech-lifestyle brand
จำหน่ายสินค้าอัจฉริยะได้หลายล้านชิ้น กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักในตลาด Smart Home
Circular Services: เปิดบริการ Buy Back & Resell รับซื้อคืนเฟอร์นิเจอร์เก่าและนำมาขายใหม่ในโซน As-is เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนและลูกค้าที่ชอบของคุ้มค่า สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่รักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรม
Remote Planning Services: เปลี่ยนการขายสินค้า เป็นการขาย "บริการออกแบบ" ทางไกล ตอบโจทย์คนที่แต่งบ้านไม่เป็น สร้างรายได้ใหม่จากบริการออกแบบทางไกลได้ถึง 1.3 พันล้านยูโร
3. Disruptive Technology: การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ
การมาของ AI, Generative AI และ AR ที่เปลี่ยนวิถีการช้อปปิ้งและการทำงาน และช่วยลดความลังเลในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า (Conversion Rate ดีขึ้น)
IKEA Kreativ: ใช้ AI และ Computer Vision ให้ลูกค้าสแกนห้อง ลบเฟอร์นิเจอร์เดิมออก และวางของใหม่ได้เสมือนจริง แก้ปัญหา "ซื้อไปแล้วเข้ากับห้องไม่ได้"
IKEA AI Assistant: สร้างผู้ช่วยส่วนตัวบน OpenAI GPT Store ให้คำแนะนำด้วยภาษาธรรมชาติ
Warehouse Automation: ใช้ โดรนอัตโนมัติ (Autonomous Drones) บินนับสต็อกสินค้าในเวลากลางคืน ช่วยลดความผิดพลาดในการนับสต็อก เพิ่มความแม่นยำของสินค้าคงคลัง และลดอุบัติเหตุของพนักงาน
4. Platform Business: การสร้างธุรกิจแบบแพลตฟอร์ม
ธุรกิจยุคใหม่ต้องเป็น Ecosystem ที่เชื่อมโยงบริการต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่ใช่แค่ขายสินค้า
Acquisition of TaskRabbit: เข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์ม TaskRabbit เพื่อนำมาให้บริการ "ประกอบเฟอร์นิเจอร์" (Assembly Service) เชื่อมต่อลูกค้ากับช่างอิสระ (Gig Economy) เป็นการสร้าง End-to-End Service: ปิดจุดเจ็บปวด (Pain Point) เรื่อง "ซื้อแล้วประกอบเองไม่ได้" ได้อย่างสมบูรณ์ ขยายบริการ TaskRabbit ไปในหลายประเทศที่ IKEA ตั้งอยู่
IKEA SuperApp: รวมฟังก์ชันช้อปปิ้ง, ออกแบบ, สแกนสินค้าในร้าน (Shop & Go), และสิทธิสมาชิก (IKEA Family) ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
Data Integration: สามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าได้ครบวงจร ตั้งแต่การค้นหา ซื้อ ไปจนถึงการใช้บริการหลังการขาย
Part 3: TRANSFORMER MAP
แผนที่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ IKEA

กลยุทธ์นี้ทำให้ IKEA เปลี่ยนสถานะจาก "ผู้ถูกล่า" (โดย E-commerce) กลับมาเป็น "ผู้ล่า" ที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรม Smart Living ได้ด้วยตนเอง
การวางแผน Transformer Map ของ IKEA แสดงให้เห็นถึงการจัดพอร์ตโฟลิโอทางธุรกิจที่สมดุล:
ปกป้องฐานที่มั่น (Box 1) ด้วยประสิทธิภาพและเทคโนโลยี
รุกโต้กลับ Disruptor (Box 2) ด้วยการนำสินค้าไปหาลูกค้าในเมืองและออนไลน์
ปิดจุดอ่อนและเพิ่มมูลค่า (Box 3) ด้วยบริการและสินค้าเทคโนโลยีสำหรับลูกค้าเดิม
สร้างอนาคตใหม่ (Box 4) ด้วยโมเดลธุรกิจแพลตฟอร์ม ความยั่งยืน และ AI
อ่านต่อ
หลังจากที่ IKEA ได้ระบุ New Growth Engine (เครื่องยนต์การเติบโตใหม่) ที่มุ่งเน้นการเป็น "แพลตฟอร์มโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะและยั่งยืน" แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการนำวิสัยทัศน์นั้นมาแปลงเป็นกลยุทธ์เชิงปฏิบัติผ่านเครื่องมือ Transformer Map เพื่อวางแผนการดำเนินงานใน 4 มิติ ซึ่งจะช่วยปกป้องธุรกิจหลักเดิมและรุกเข้าสู่พื้นที่โอกาสใหม่พร้อมๆ กัน ดังนี้:
1. Core Business + Current Market: เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจหลักในตลาดเดิม
กลยุทธ์: Refocus & Lean Operation (รักษาฐานที่มั่นและเพิ่มประสิทธิภาพ)
IKEA มุ่งเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิม (Loyal Customers) ที่ยังชื่นชอบประสบการณ์การเดินช้อปปิ้งในสโตร์และการประกอบเฟอร์นิเจอร์เอง โดยใช้เทคโนโลยีมาอุดรูรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพ
Operational Excellence with AI: นำ Automation & Drones มาใช้ในคลังสินค้าและสโตร์เพื่อตรวจนับสต็อก ทำให้สินค้ามีความแม่นยำ (Inventory Accuracy) ลดปัญหาสินค้าหมดสต็อกซึ่งเป็น Pain Point หลักของลูกค้าเดิม
Lean Strategy: ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในกระบวนการบริหารจัดการร้านค้าขนาดใหญ่ เพื่อให้ยังคงรักษาราคาที่ "ย่อมเยา" (Affordability) ไว้ได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งทำตามได้ยาก
Digital In-Store Experience: ใช้แอปพลิเคชันช่วยในการเดินสโตร์ เช่น ฟีเจอร์ Shop & Go (สแกนและจ่ายเงินเอง) เพื่อลดคิวชำระเงิน และแผนที่นำทางในร้าน เพื่อให้ลูกค้าเดิมได้รับประสบการณ์ที่สะดวกและทันสมัยขึ้น
2. Core Business + New Market: ขยายธุรกิจหลักเข้าสู่ตลาดใหม่
กลยุทธ์: Market Expansion & Accessibility (ขยายสินค้าเดิมสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่)
IKEA ใช้สินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่เป็น Core Business เดิม ไปเจาะตลาดกลุ่มใหม่ที่ Disruptors (เช่น Amazon, Startups) พยายามครอบครอง เช่น กลุ่มคนเมืองที่ไม่มีรถยนต์ หรือกลุ่ม Digital Natives
New Formats (City Stores): เปิด Plan and Order Points และสโตร์ขนาดเล็กในใจกลางเมืองใหญ่ (เช่น ลอนดอน, ปารีส, สุขุมวิท) เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าคนเมืองที่ไม่สะดวกเดินทางไปชานเมือง
E-commerce & SuperApp: ลงทุนในระบบออนไลน์เต็มรูปแบบเพื่อเข้าถึงลูกค้าที่ซื้อของผ่านมือถือเท่านั้น (Mobile-first customers) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ IKEA เคยเข้าถึงได้ยากในอดีต
B2B Market (IKEA for Business): ขยายตลาดจากผู้บริโภคทั่วไป (B2C) สู่กลุ่มธุรกิจ SME และสำนักงาน (B2B) โดยนำเสนอเฟอร์นิเจอร์สำนักงานพร้อมบริการออกแบบ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งจากผู้จัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์สำนักงานแบบเดิม
3. New Core Business + Current Market: สร้างบริการใหม่ในตลาดเดิม
กลยุทธ์: Service Integration & Ecosystem (สร้างธุรกิจใหม่ให้ลูกค้าเดิม)
เพื่อไม่ให้ลูกค้าเดิมหนีไปหาคู่แข่งที่ให้บริการครบวงจรกว่า IKEA ได้สร้าง "ธุรกิจใหม่" (New Core) มานำเสนอลูกค้ากลุ่มเดิม เพื่อเพิ่ม Share of Wallet และเปลี่ยนจากการขาย "สินค้า" เป็นการขาย "บริการและไลฟ์สไตล์"
Services Marketplace (TaskRabbit): เปลี่ยนจากการขายแค่กล่องเฟอร์นิเจอร์ มาเป็นบริการ "Assembly & Installation" ผ่านการเข้าซื้อ TaskRabbit ทำให้ลูกค้าเดิมที่เบื่อการประกอบเอง ยังคงเลือกซื้อ IKEA ต่อไป
Smart Home Products: ลูกค้าเดิมต้องการบ้านที่ทันสมัยขึ้น IKEA จึงขยายสู่ธุรกิจอุปกรณ์ IoT (ลำโพง, หลอดไฟ, เครื่องฟอกอากาศ) ที่เชื่อมต่อกันได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าหันไปหา Tech Gadgets จากแบรนด์อื่น
Circular Hub (Buy Back & Resell): บริการรับซื้อคืนและขายของมือสอง ตอบโจทย์ลูกค้าเดิมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและต้องการความคุ้มค่า ซึ่งช่วยรักษาลูกค้าให้อยู่ใน Ecosystem ของ IKEA ตลอดไป
4. New Core Business + New Market: พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ในตลาดใหม่
กลยุทธ์: Business Model Reinvention (สร้างน่านน้ำใหม่ด้วยโมเดลใหม่)
นี่คือพื้นที่ของ New Growth Engine ที่แท้จริง IKEA กำลัง Reposition ตัวเองเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคตที่ไม่พึ่งพาแค่การขายเฟอร์นิเจอร์ และแข่งขันกับ Tech Giants โดยตรง
Generative AI Design Platform: เปลี่ยนจากธุรกิจค้าปลีก เป็น "แพลตฟอร์มเทคโนโลยีการออกแบบ" (เช่น IKEA Kreativ) ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ทั่วไป (New Market) เข้ามาออกแบบห้องเสมือนจริงได้ฟรี โดยอาจพัฒนาโมเดลรายได้จากการเป็น Affiliate หรือขายข้อมูล Insight ให้กับพาร์ทเนอร์
Clean Energy Services: ขยายสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด (ขายแผงโซลาร์เซลล์และบริการจัดการพลังงานในบ้าน) เจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มองหาโซลูชันพลังงาน ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ (Home Solar & Energy Storage)
Furniture as a Service (Subscription): โมเดลธุรกิจใหม่ในการ "เช่า" เฟอร์นิเจอร์สำหรับกลุ่ม Digital Nomads หรือองค์กร ที่ไม่ต้องการครอบครองทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการเปลี่ยน Core Business จากการขายขาด (One-time sales) เป็นรายได้ประจำ (Recurring Revenue)
พร้อมหรือยังที่จะสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กรของคุณ?
Part 4: BUSINESS MODEL CANVAS
การพัฒนนาโมเดลธุรกิจใหม่ของ IKEA

การออกแบบ Business Model Canvas ใหม่นี้ แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ IKEA ที่ขยับจากการเน้น "การผลิตและสถานที่ตั้ง" (Product & Place) ไปสู่การเน้น "ข้อมูล, บริการ, และความยั่งยืน" (Data, Service & Sustainability) เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจสู่ "แพลตฟอร์มโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะและยั่งยืน"
โมเดลธุรกิจใหม่นี้จะทำให้ IKEA ไม่ได้เป็นเพียงร้านขายของแต่งบ้าน แต่เป็น "Ecosystem" ที่ผสานเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้า ตั้งแต่การออกแบบ (AI) การซื้อ (Omnichannel) การใช้งาน (Smart Home) ไปจนถึงการส่งต่อ (Circular) ซึ่งเป็นการสร้างเกราะป้องกัน Disruptor และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
อ่านต่อ
1. Customer Segments (กลุ่มลูกค้า)
ขยายสู่กลุ่มลูกค้าใหม่
Urban Dwellers without Cars: กลุ่มคนเมืองที่ไม่มีรถส่วนตัว และไม่สะดวกเดินทางไปสโตร์ชานเมือง
Digital Natives & Gen Z: กลุ่มคนที่ต้องการความสะดวกสบาย ซื้อของผ่านมือถือ และคุ้นเคยกับเทคโนโลยี
Eco-conscious Consumers: กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับความยั่งยืนและการหมุนเวียนทรัพยากร
Business & SME (B2B): ลูกค้าองค์กรที่ต้องการโซลูชันสำนักงานสำเร็จรูปและบริการออกแบบ
Smart Home Enthusiasts: กลุ่มคนที่มองหาบ้านอัจฉริยะ (IoT)
2. Value Propositions (การเสนอคุณค่า)
จากการสร้าง New Growth Engine ด้าน AI & Services
Seamless Omnichannel Experience: ประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ไร้รอยต่อ เชื่อมต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ (Click & Collect, Shop & Go)
Hyper-Personalization with AI: การออกแบบบ้านที่รู้ใจเฉพาะบุคคลด้วย Generative AI (IKEA Kreativ / AI Assistant) ช่วยลดความยุ่งยากในการแต่งบ้าน
Accessibility & Convenience: เข้าถึงง่ายผ่านสาขาในเมือง (City Stores) และบริการประกอบติดตั้งครบวงจร (TaskRabbit)
Sustainable & Circular Living: สินค้าที่เป็นมิตรต่อโลก บริการรับซื้อคืน (Buy Back) และอะไหล่ซ่อมแซม เพื่อยืดอายุการใช้งาน
Affordable Smart Home: เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะที่ใช้งานง่ายและราคาจับต้องได้
3. Customer Relationships (ความสัมพันธ์กับลูกค้า)
จากการเปลี่ยนรูปแบบปฏิสัมพันธ์
Personal Assistance via AI: ใช้ Chatbot และ AI 24 ชั่วโมง
Co-Creation Community: ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมใน IKEA Family
Long-term Partnership: บริการดูแลรักษา ซ่อมแซม และรับซื้อคืน
Membership Loyalty Program: ใช้ Data ขับเคลื่อนสิทธิพิเศษที่ตรงใจรายบุคคล
4. Channels (ช่องทาง)
การขยายช่องทางขายและบริการ
Digital Platforms: IKEA SuperApp, Website, และ AI Assistant บน GPT Store
City Formats: สโตร์ขนาดเล็ก (Plan and Order Points) ในย่านธุรกิจและใจกลางเมือง
Traditional Stores: สโตร์ขนาดใหญ่ (Blue Box) ที่ปรับบทบาทเป็นศูนย์กระจายสินค้าและ Experience Center
Remote Planning Services: บริการวิดีโอคอลกับดีไซเนอร์เพื่อออกแบบห้องจากทางไกล
Social Commerce: การเชื่อมต่อผ่านโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์
5. Revenue Streams (แหล่งรายได้)
การสร้างรายได้รูปแบบใหม่
Product Sales (Physical & Digital): รายได้จากการขายเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ Smart Home
Service Fees: รายได้จากค่าบริการออกแบบ, ค่าประกอบติดตั้ง (TaskRabbit), และค่าขนส่ง
Circular Economy Revenue: รายได้จากการขายสินค้ามือสอง (As-is) และการรีไซเคิลวัสดุ
Subscription Models (Potential): รายได้ประจำจากการเช่าเฟอร์นิเจอร์ (Furniture as a Service) สำหรับลูกค้า B2B หรือนักศึกษา
Energy Services: รายได้จากการจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์และโซลูชันพลังงานสะอาด
6. Key Activities (กิจกรรมสำคัญ)
สิ่งที่ต้องทำเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ:
Digital Product Development: การพัฒนาแอปพลิเคชัน, AI, และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง
Data Analytics & Insight: การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อปรับปรุงสินค้าและบริการ
Circular Design & Sourcing: การออกแบบสินค้าโดยคำนึงถึงการรีไซเคิลตั้งแต่ต้นน้ำ
Last-Mile Fulfillment: การบริหารจัดการการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าเร็วที่สุดและต้นทุนต่ำที่สุด
7. Key Resources (ทรัพยากรสำคัญ)
สิ่งที่ต้องมีเพื่อขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจใหม่:
Data & AI Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และอัลกอริทึม AI ที่ทรงพลัง
Sustainable Supply Chain: เครือข่ายการผลิตที่ใช้วัสดุหมุนเวียนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Logistics Network: ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (Automated Warehouse) และยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับขนส่ง (EV Fleet)
Human Capital: พนักงานที่มีทักษะดิจิทัล และดีไซเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญ
Brand Reputation: ความน่าเชื่อถือในด้านความยั่งยืนและราคาที่คุ้มค่า
8. Key Partnerships (พันธมิตรสำคัญ)
เครือข่ายที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่ง:
Tech Giants: เช่น Microsoft (Azure/OpenAI), Google, Apple (Smart Home integration)
Gig Economy Platforms: เครือข่ายช่างอิสระ (TaskRabbit ecosystem)
Delivery Partners: ผู้ให้บริการขนส่งท้องถิ่นและผู้พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า
Social Enterprises: กลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ผลิตสินค้างานฝีมือ
9. Cost Structure (โครงสร้างต้นทุน)
การเปลี่ยนแปลงการลงทุน:
Technology Investment: ต้นทุนด้าน R&D, Cloud Computing และการพัฒนา AI (CAPEX ที่สูงขึ้นในด้านเทคโนโลยี)
Logistics & Fulfillment: ต้นทุนการจัดการคลังสินค้าและการขนส่ง (ซึ่งพยายามลดด้วย Automation)
Sustainable Sourcing: ต้นทุนในการจัดหาวัสดุรีไซเคิลและพลังงานสะอาด
Marketing & Customer Acquisition: ค่าใช้จ่ายในการดึงดูดลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล
Part 5: DIGITAL TRANSFORMATION CANVAS
ถอดรหัสการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ความสำเร็จของ IKEA ด้วย DIGITAL TRANSFORMATION CANVAS

ส่วนที่ 1: ตั้งหลักทรานส์ฟอร์ม
01. Define New Core Business
การประเมินธุรกิจหลักใหม่
จากยักษ์ใหญ่แห่งวงการเฟอร์นิเจอร์ประกอบและของตกแต่งบ้าน สู่ ผู้นำด้านนวัตกรรมค้าปลีกและประสบการณ์ดิจิทัลเพื่อการอยู่อาศัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
02. Define New Value Proposition
นำเสนอข้อเสนอทางคุณค่าใหม่ของธุรกิจ
Hyper-Personalized Design: บริการออกแบบบ้านที่รู้ใจรายบุคคลด้วย AI (IKEA Kreativ)
Seamless Convenience: ประสบการณ์ช้อปปิ้งไร้รอยต่อ ซื้อได้ทุกที่ รับของได้ทุกทาง (Click & Collect, Shop & Go)
End-to-End Service Ecosystem: บริการครบวงจรตั้งแต่ ออกแบบ -> ซื้อ -> ประกอบ (TaskRabbit) -> ซ่อมแซม -> ขายคืน
Sustainability Made Easy: ทำให้การใช้ชีวิตแบบยั่งยืนเป็นเรื่องง่าย ผ่านสินค้ารักษ์โลกและบริการ Circular Hub
03. Define New Business Model
ออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่
รายได้จากบริการดิจิทัลและที่ปรึกษา (Digital & Professional Services)
Remote Planning Services: บริการให้คำปรึกษาและออกแบบตกแต่งภายในทางไกลผ่านวิดีโอคอล หรือผ่านหน้าจอในสโตร์ขนาดเล็ก โดยพนักงานที่ผ่านการ Reskill
ผลลัพธ์: สร้างรายได้สูงถึง 1.3 พันล้านยูโร (ในปี 2022) หรือคิดเป็นประมาณ 3% ของรายได้รวม ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญสำหรับบริการใหม่
รายได้จากโมเดลแพลตฟอร์มบริการ (Platform & Service Marketplace)
TaskRabbit Service Fees: รายได้จากการเป็นตัวกลาง (Platform) จับคู่ระหว่างลูกค้าที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์กับ "Taskers" (ช่างอิสระ) เพื่อให้บริการประกอบและติดตั้งเฟอร์นิเจอร์
Delivery & Installation: ค่าบริการจากการจัดส่งและติดตั้งที่เพิ่มขึ้นจากการขยาย E-commerce
รายได้จากเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Revenue)
Circular Hub / As-Is Online: รายได้จากการขายสินค้ามือสอง (Pre-owned) ที่รับซื้อคืนมาจากลูกค้า (Buy Back program) ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับสินค้าเดิมและดึงลูกค้าให้กลับมาที่สโตร์
Spare Parts: การจำหน่ายอะไหล่เพื่อการซ่อมแซม (ในบางกรณี) เพื่อยืดอายุการใช้งาน
รายได้จากสินค้าเทคโนโลยีและบ้านอัจฉริยะ (Smart Home & Tech Products)
IKEA Home Smart Ecosystem: การขยายไลน์สินค้าจากเฟอร์นิเจอร์ไม้/เหล็ก ไปสู่สินค้าเทคโนโลยี IoT เช่น ลำโพงอัจฉริยะ (Symfonisk ที่ร่วมกับ Sonos), หลอดไฟอัจฉริยะ (Tradfri), และเครื่องฟอกอากาศ
Solar & Energy Services: (ในบางประเทศ) รายได้จากการจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์และโซลูชันพลังงานสะอาดสำหรับบ้าน (Home Solar)
รายได้จากกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (B2B / IKEA for Business)
Office & SME Solutions: การขยายฐานลูกค้าจากผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ไปสู่ลูกค้าองค์กร โดยเสนอโซลูชันการตกแต่งสำนักงาน ร้านอาหาร และธุรกิจที่พักอาศัย พร้อมบริการออกแบบครบวงจร
ส่วนที่ 2: สร้างความสามารถใหม่ด้านดิจิทัล
04. Identify Existing Digital Capabilities
ประเมินขีดความสามารถด้านดิจิทัลในปัจุบัน
Legacy On-Premise Infrastructure:
ระบบ IT และ Server ทั้งหมดติดตั้งอยู่ที่ศูนย์ข้อมูลของบริษัทเอง (On-premise) ไม่มีความยืดหยุ่น ดูแลรักษายาก และรองรับ Traffic มหาศาลไม่ได้ (ยังไม่มี Cloud)
Siloed & Fragmented Data:
ข้อมูลลูกค้า (Customer Data) และข้อมูลสินค้าคงคลัง (Inventory) ถูกเก็บแยกกันตามแต่ละประเทศและสาขา ไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลหากันทั่วโลก (No Global Data Lake) ทำให้ไม่สามารถทำ Real-time Analytics ได้
Basic Informational Web & No App Ecosystem:
เว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นเพียง "แคตตาล็อกออนไลน์" (Brochureware) ระบบ E-commerce แยกจากหน้าร้านโดยสิ้นเชิง การสั่งออนไลน์มีความยุ่งยาก และยังไม่มี Mobile SuperApp ที่ใช้งานได้จริง
Manual-Intensive Operations:
การตรวจสอบสต็อกในคลังสินค้าใช้พนักงานเดินนับด้วยมือ (Manual Count) ซึ่งใช้เวลานานและเกิดความผิดพลาดง่าย (ยังไม่มี Drone/Robot)
การออกแบบห้องให้ลูกค้าใช้กระดาษ ปากกา หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่สาขา (ยังไม่มี AI/AR)
Logistics for Pallets (Not Parcels):
ระบบ Supply Chain ถูกออกแบบมาเพื่อขนส่งพาเลทใหญ่เข้าหลังร้าน (B2B Logistics) ไม่รองรับการกระจายสินค้าชิ้นเล็กถึงบ้านลูกค้า (Last-Mile Delivery) อย่างมีประสิทธิภาพ
05. Develop New Digital Capabilities
กำหนดขีดความสามารถใหม่ด้านดิจิทัล
Cloud-Native & Scalable Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์ 100% ที่ยืดหยุ่น รองรับการขยายตัวทั่วโลกได้ทันที
Unified Real-time Data Platform: แพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าและสต็อกทั่วโลกเป็นหนึ่งเดียว (Single Source of Truth)
Advanced Spatial Computing & Generative AI: ความสามารถในการสร้างภาพจำลองห้อง 3D เสมือนจริง และ AI ที่สนทนาโต้ตอบและให้คำแนะนำได้เหมือนมนุษย์
Autonomous Robotics & Automation: ระบบหุ่นยนต์และโดรนอัตโนมัติในคลังสินค้าที่ทำงานแม่นยำ 24/7 ลดความผิดพลาดของมนุษย์
Omnichannel Logistics Capability: ขีดความสามารถในการบริหารจัดการคำสั่งซื้อที่ซับซ้อน (ส่งจากร้าน, ส่งจากคลัง, รับที่ร้าน) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
06. Digital Initiatives & Roadmap
วางแผนและสร้างขีดความสามารถด้านดิจิทัลจากปัจจุบันไปสู่อนาคต
Phase 1: Foundation (Cloud & Data) [ปี 2018 - 2020]
The Big Rewire - ยกเลิก Legacy System และย้ายโครงสร้างพื้นฐานสู่ Cloud (Google Cloud / Azure) เพื่อความยืดหยุ่น
สร้าง Global Data Hub - ทลาย Data Silos โดยรวบรวมข้อมูลจากทุกสาขาทั่วโลกมารวมกัน เพื่อให้เห็นข้อมูล Real-time
Phase 2: Integration (Acquisition & Partnership) [ปี 2021 - 2022]
เข้าซื้อกิจการ Geomagical Labs - เพื่อนำเทคโนโลยี 3D/AR มาเตรียมสร้างประสบการณ์ใหม่แทนเว็บเดิม
ผนวก TaskRabbit เข้ากับระบบหลัก - สร้าง Ecosystem ด้านบริการ
ปรับปรุงระบบ Logistics - พัฒนาระบบจัดการคำสั่งซื้อ (OMS) ที่เชื่อมโยงหน้าร้านกับออนไลน์ เพื่อรองรับ Last-Mile
Phase 3: Innovation Deployment (AI & Automation) [ปี 2023 - 2025+]
เปิดตัว IKEA Kreativ & AI Assistant - แทนที่การออกแบบด้วยมือด้วย AI
ติดตั้ง Autonomous Drones - ใช้โดรนบินนับสต็อกแทนคนในคลังสินค้าทั่วโลก
นำ AI Copilot มาใช้ภายในองค์กร - เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน
ส่วนที่ 3: Transformation in Action
07. Organizational Transformation
ออกแบบการเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล
New Leadership & Governance (ผู้นำและการกำกับดูแลใหม่):
แต่งตั้ง Chief Digital Officer (CDO) (เริ่มจาก Barbara Martin Coppola จนถึง Parag Parekh) ให้มีอำนาจระดับบอร์ดบริหาร ไม่ใช่แค่ฝ่ายสนับสนุน เพื่อเปลี่ยนแนวคิดจาก "Digital Strategy" (แยกส่วน) เป็น "Strategy enabled by digital" (ดิจิทัลคือแกนกลางของธุรกิจ)
AI Governance: จัดตั้ง "AI Task Force" และทีมกำกับดูแลจริยธรรม (Responsible AI) เพื่อกำหนดนโยบายการใช้ Generative AI ให้สอดคล้องกับกฎหมาย EU AI Act
Restructuring for Agility (ปรับโครงสร้างเพื่อความคล่องตัว):
ทลายกำแพงไซโล (Silo) ระหว่างฝ่าย IT และฝ่ายธุรกิจ เปลี่ยนมาจัดตั้งทีมแบบ Cross-functional Product Teams ในหนึ่งทีมจะมีทั้ง Developer, Designer, Data Scientist และ Business Owner ทำงานด้วยกันเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เดียว (เช่น ทีมแอป IKEA Kreativ) ทำให้การตัดสินใจเร็วขึ้น ไม่ต้องส่งเรื่องข้ามแผนก
Massive Reskilling (การสร้างทักษะใหม่ครั้งใหญ่):
เปลี่ยนพนักงาน Call Center จำนวน 8,500 คน ทั่วโลก ให้ผ่านการอบรมเป็น "Interior Design Advisors" (ที่ปรึกษาด้านการออกแบบภายใน) เมื่อนำ AI Chatbot "Billie" มาตอบคำถามพื้นฐาน พนักงานจึงว่างขึ้น และถูกยกระดับให้ไปทำหน้าที่สร้างรายได้ผ่านบริการ "Remote Planning" แทน
เปิดโครงการ "AI Literacy" อบรมพนักงาน 30,000 คน และผู้นำ 3,000 คน ให้เข้าใจพื้นฐาน AI และ Prompt Engineering เพื่อใช้งาน Microsoft Copilot
08. Agile Strategy & Planning
เปลี่ยนกลยุทธ์และการดำเนินงานด้วยแนวคิด Agile
From Waterfall to Agile/Scrum: เลิกการวางแผนแบบ Waterfall (ทำทีละขั้นจนจบ) มาเป็นการทำงานแบบ Sprints (รอบสั้นๆ 2-4 สัปดาห์) ในการพัฒนาซอฟต์แวร์และฟีเจอร์ใหม่ๆทำให้สามารถปล่อยฟีเจอร์ใหม่บน SuperApp ได้ทุกๆ สัปดาห์ แทนที่จะรอเป็นปี
"Test & Learn" Methodology (ทดลองและเรียนรู้): ใช้วิธีเปิดตัวแบบ MVP (Minimum Viable Product) ในตลาดเล็กๆ ก่อนขยายผล เช่น การทดลองเปิด City Store ขนาดเล็กในปารีสและลอนดอนก่อน เพื่อดูผลตอบรับก่อนขยายไปทั่วโลก เปิดตัว IKEA AI Assistant บน OpenAI Store เฉพาะในสหรัฐอเมริกาก่อน เพื่อเก็บ Feedback มาปรับปรุงอัลกอริทึม ก่อนจะพิจารณาขยายไปประเทศอื่น
Data-Driven Decision Making (ตัดสินใจด้วยข้อมูล): เลิกใช้ "สัญชาตญาณของผู้จัดการ" ในการสั่งของเข้าสต็อก เปลี่ยนมาเชื่อ Demand Forecasting AI ด้วยการใช้ Data Lake ที่สร้างใน Phase 1 มาแสดงผลบน Dashboard ให้ผู้บริหารเห็น Real-time เพื่อปรับกลยุทธ์ราคาสินค้าหรือโปรโมชั่นได้ทันที
09. Building Collaborative Ecosystem
สร้างระบบนิเวศใหม่ที่สร้างการมีส่วนร่วมกันระหว่างในและนอกองค์กร
Tech Giants Partnership (พันธมิตรยักษ์ใหญ่): Microsoft (Azure & OpenAI) เป็นพันธมิตรหลักด้านโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และเทคโนโลยี Generative AI (GPT-4) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ IKEA AI Assistant และ Copilot ภายในองค์กร
Innovation Acquisitions & Investments (การซื้อและลงทุน): เข้าซื้อ Geomagical Labs (Silicon Valley Startup) เพื่อเอาเทคโนโลยี 3D/AI ขั้นสูงมาเป็นของตัวเองทันที (Short-cut) ใช้สร้างฟีเจอร์ IKEA Kreativ ลงทุนใน Verity (Startup ด้านโดรน) เพื่อร่วมพัฒนาโดรนอัตโนมัติสำหรับนับสต็อกในคลังสินค้า IKEA โดยเฉพาะ
Gig Economy Integration (เชื่อมต่อแรงงานอิสระ): TaskRabbit เพื่อเติมเต็มจิ๊กซอว์ "Last-mile Service" (บริการประกอบติดตั้ง) ทำให้ IKEA มีเครือข่ายช่างนับแสนคนโดยไม่ต้องจ้างเป็นพนักงานประจำ ช่วยปิดจุดอ่อนเรื่องความสะดวกสบายของลูกค้า
Sustainability Ecosystem: Winnow (AI Food Waste) สำหรับติดตั้งระบบ AI ในครัวร้านอาหาร IKEA เพื่อวิเคราะห์และลดขยะอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร
Digital Transformation Canvas ของ IKEA คือพิมพ์เขียวเชิงกลยุทธ์ในการพลิกโฉมองค์กรจาก 'ผู้ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์แบบดั้งเดิม' สู่ 'ผู้นำแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์อัจฉริยะ' โดยเริ่มจากการนิยามธุรกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและบริการ (Data-Driven Omnichannel) เพื่อส่งมอบคุณค่าที่เหนือกว่าผ่านประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและการออกแบบเฉพาะบุคคลด้วย AI (Hyper-personalization) เพื่อสร้างโมเดลรายได้ใหม่และรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน
หลักสูตรทรานส์ฟอร์มธุรกิจสำหรับผู้บริหาร สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในยุค AI
List of References
Capgemini. (2022). IKEA: A digital transformation tailored for the many. Capgemini Research Institute.
Ingka Group. (2023). Ingka Group Annual Summary and Sustainability Report FY23. Ingka.com.
Ingka Group. (2024, February 13). IKEA launches AI-powered home design assistant on OpenAI GPT Store. Ingka Newsroom.
International Institute for Management Development (IMD). (2021). IKEA's Digital Transformation. IMD Business School Case Studies.
Microsoft. (2024). How IKEA uses AI to change the way we shop. Microsoft Customer Stories.
Retail Dive. (2024, March 15). IKEA's new era of AI: From drones to design assistants. Retail Dive.
The Agility Effect. (2021). How IKEA reinvented itself through digital transformation. VINCI Energies.
Verity. (2023). IKEA scales autonomous drone inventory checks to 100 stores. Verity Case Studies.






