top of page

Universal Robina Corporation (URC) — พลิกโฉมธุรกิจอาหารสู่องค์กร AI-First ด้วย Digital Transformation


กรณีศึกษา Universal Robina Corporation (URC) — พลิกโฉมธุรกิจอาหารสู่องค์กร AI-First ด้วย Digital Transformation
จากองค์กรการผลิตแบบดั้งเดิม สู่องค์กรที่ขับเคลื่อน ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-First Organization)
กรณีศึกษานี้เจาะลึกวิวัฒนาการอันโดดเด่นของ Universal Robina Corporation (URC) บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ของฟิลิปปินส์ ที่ล่าสุดได้สร้างแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในสาขา Best in Artificial and Generative Intelligence จากเวที 2025 IDC Future Enterprise Awards ผ่านโครงการ URC Generative AI Transformation Initiative

ความสำเร็จนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความทุ่มเทในการนำนวัตกรรมมาพลิกโฉมองค์กร โดยมีหน่วยงาน Analytics Center of Excellence (CoE) เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ AI แบบองค์รวม การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่แข็งแกร่งนี้ ได้ให้กำเนิดเครื่องมืออัจฉริยะอย่าง Employee Virtual Assistant (EVA) และ Discovery Virtual Assistant (DiVA) ซึ่งเข้ามาช่วยจัดการงานซ้ำซากให้เป็นอัตโนมัติ วิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น และสร้างข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ (Business Insights) ได้ทันที เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI เหล่านี้ช่วยเสริมขีดความสามารถให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่งานเชิงกลยุทธ์ และปรับตัวรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน


ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและตอกย้ำความสำเร็จของโครงการนี้ คือประสิทธิภาพของ EVA ที่สามารถตอบข้อซักถามและแก้ปัญหาด้านทรัพยากรบุคคล (HR) ได้สำเร็จถึง 90% ในขณะที่ DiVA ได้เข้ามาเร่งกระบวนการระดมไอเดีย จนสามารถร่นระยะเวลาวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ปกติเคยใช้เวลาหลายเดือน ให้เหลือเพียง 1 สัปดาห์ต่อหนึ่งตลาด


กรณีศึกษานี้จึงเป็นบทเรียนชั้นยอดที่จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสว่า การเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อนำ AI มาไว้ที่แกนกลางของการดำเนินงาน (AI-First) สามารถทลายข้อจำกัดเดิมและสร้างการเติบโตครั้งใหม่ (New Growth Engine) ได้อย่างทรงพลังได้อย่างไร ซึ่งจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้นำที่ต้องการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมท่ามกลางความผันผวนของโลกยุคใหม่




AI Assessment by DX Academy



Background


Business Overview

ภาพรวมธุรกิจช่วงก่อนการทรานส์ฟอร์ม (ก่อนปี 2022)

  • จุดเริ่มต้นและสถานะองค์กร: URC ก่อตั้งขึ้นในปี 1954 โดยนายจอห์น โกคองเวย์ จูเนียร์ เริ่มต้นจากโรงงานผลิตแป้งข้าวโพดขนาดเล็กในฟิลิปปินส์ จนเติบโตเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์และเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัท JG Summit Holdings

Universal Robina Corporation (URC) - Business Highlights
  • โครงสร้างธุรกิจหลัก: ธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1) กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแบรนด์ (เช่น แบรนด์ Jack 'n Jill, C2, Great Taste)

    2) กลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม (ฟาร์มปศุสัตว์และอาหารสัตว์)

    และ 3) กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำตาลและแป้งสาลี)

Universal Robina Corporation (URC) - 
Branded Consumer Foods (BCF)
Universal Robina Corporation (URC) - Animal Nutrition & Health and Commodities
  • เครือข่ายระดับโลก: URC มีเครือข่ายการผลิตและกระจายสินค้ากว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และออสเตรเลีย ตลอดจนส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก

Universal Robina Corporation (URC) - Total Facilities
  • บริบททางเทคโนโลยีก่อนปี 2022: ในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลง URC ยังคงพึ่งพากระบวนการทำงานแบบดั้งเดิม ระบบแยกส่วน และใช้แรงงานคนเป็นหลัก ซึ่งบริษัทอยู่ในช่วง "ก่อร่างสร้างฐาน" เพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกสู่ดิจิทัล

Challenges

ก่อนการทรานส์ฟอร์ม URC ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากกระบวนการทำงานแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะซัพพลายเชนระดับภูมิภาคที่ซับซ้อนแต่ยังพึ่งพาระบบแมนนวลและสเปรดชีต ทำให้เกิดจุดบอดของข้อมูล คาดการณ์อุปสงค์ได้ยาก และบริหารสต็อกได้ไม่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ข้อมูลยังถูกจัดเก็บแบบกระจัดกระจาย (Data Silos) ทำให้การเข้าถึงเพื่อตัดสินใจล่าช้าและขาดความแม่นยำ บริษัทยังเผชิญปัญหาความล่าช้าในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งกินเวลาหลายเดือน ทำให้ตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคไม่ทัน ผนวกกับภาระงานของฝ่ายสนับสนุนอย่าง HR ที่ต้องคอยตอบคำถามซ้ำซากจนไม่มีเวลาพัฒนางานเชิงกลยุทธ์ และโครงสร้างพื้นฐานไอทีเดิมที่ขาดความยืดหยุ่นในการรองรับการทำงานยุคใหม่และวิกฤตการณ์โลก


  • ความซับซ้อนและจุดบอดในซัพพลายเชน: การขยายฐานการผลิตไปหลายประเทศทำให้เครือข่ายโลจิสติกส์ซับซ้อนทวีคูณ กระบวนการวางแผนอุปสงค์-อุปทานใช้ระบบดั้งเดิม พึ่งพาแรงงานคนและสเปรดชีต ทำให้เกิด "จุดบอด" ของข้อมูล (Data Blind Spots) ผู้บริหารไม่เห็นสต็อกแบบเรียลไทม์ นำไปสู่ปัญหาสินค้าขาดและล้นตลาด

  • ปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย (Data Silos): ข้อมูลของ URC ถูกเก็บแยกส่วนตามระบบ ERP และไฟล์ Excel ของแต่ละแผนก ทำให้ข้อมูลขาดมาตรฐาน การทำรายงานสรุปต้องใช้เวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ และเข้าถึงข้อมูลเพื่อตัดสินใจได้ล่าช้า

  • วงจรนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ล่าช้า: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Development) ตามแบบดั้งเดิมต้องใช้เวลาหลายเดือนตั้งแต่ระดมสมองจนถึงทดสอบตลาด ทำให้บริษัทตอบสนองต่อเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไวไม่ทัน และสูญเสียโอกาสทางการแข่งขัน

  • ภาระงานสนับสนุนและประสบการณ์พนักงาน: ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) จมอยู่กับงานเอกสารและการตอบคำถามซ้ำๆ ของพนักงาน ทำให้ไม่มีเวลาโฟกัสงานเชิงกลยุทธ์ อีกทั้งจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้นยังทำให้การสื่อสารภายในซับซ้อนยิ่งขึ้น

  • ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานไอที: วิกฤต COVID-19 เผยให้เห็นว่าระบบเครือข่ายและสถาปัตยกรรมไอทีแบบเดิม ไม่สามารถรองรับการเชื่อมต่อคลาวด์และการทำงานระยะไกลได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนปัญหาต้นทุนวัตถุดิบผันผวนจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ระบบเดิมไม่สามารถประมวลผลรับมือได้ทัน


Goals and Outcomes

URC ตั้งเป้าหมายบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อยกระดับซัพพลายเชน เร่งสปีดนวัตกรรมสินค้า และปรับปรุงประสบการณ์ของพนักงาน เพื่อมุ่งสู่วัฒนธรรมองค์กรแบบ "AI-First" ความสำเร็จเหล่านี้ไม่เพียงสร้างการเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังทำให้ URC คว้ารางวัลระดับสากลอย่าง IDC Future Enterprise Awards 2025 สาขาความเป็นเลิศด้าน AI ในอาเซียนอีกด้วย

เป้าหมาย (Goals) ก่อนการทรานส์ฟอร์ม

  • สร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI: ตั้งเป้าเป็น "AI-First Organization" ที่บูรณาการ AI ในทุกกระบวนการหลัก พร้อมปลูกฝังวัฒนธรรมการตัดสินใจด้วยข้อมูลทั่วทั้งองค์กร

  • รวมศูนย์ข้อมูลและยกระดับซัพพลายเชน: ต้องการสร้าง "แหล่งความจริงเดียว" (Single Source of Truth) เพื่อขจัดปัญหาข้อมูลซ้ำซ้อน และใช้ AI ปรับปรุงการพยากรณ์อุปสงค์ให้แม่นยำ พร้อมตอบสนองต่อตลาดแบบเรียลไทม์

  • เร่งความเร็วนวัตกรรมผลิตภัณฑ์: ตั้งเป้าหมายนำ Generative AI มาช่วยระดมความคิด เพื่อย่นระยะเวลาการพัฒนาสินค้าใหม่จากระดับเดือนให้เหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์

  • ปรับปรุงประสบการณ์พนักงาน: ต้องการนำ AI Chatbot มาใช้ตอบคำถามอัตโนมัติ เพื่อลดภาระงานซ้ำซ้อนของ HR และให้พนักงานมีเวลาโฟกัสงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น


ผลลัพธ์ (Outcomes) หลังปี 2022 - ปัจจุบัน

  • การจัดการข้อมูลและซัพพลายเชนอัจฉริยะ: จากการร่วมมือกับ Blue Yonder และ Tiger Analytics บริษัทสามารถบริหารซัพพลายเชนแบบศูนย์รวมและพยากรณ์ด้วย AI ผลที่ได้คือลดเวลาการดึงข้อมูลรายงาน (Refresh ข้อมูล) ลง 80% ทำให้ผู้บริหารเห็นข้อมูลอัปเดตใน 5-10 นาที และลดความผิดพลาดในการทำข้อมูลได้ 100%

  • พลิกโฉมความเร็วในการออกสินค้าใหม่ด้วย DiVA: การเปิดตัวผู้ช่วยอัจฉริยะ DiVA (Discovery Virtual Assistant) ช่วยกวาดข้อมูลเทรนด์และระดมไอเดีย ทำให้วงจรการพัฒนาสินค้าลดลงจากหลายเดือนเหลือเพียงประมาณ 1 สัปดาห์ต่อตลาด

  • ยกระดับบริการ HR ด้วย EVA: แชทบ็อต EVA (Employee Virtual Assistant) สามารถให้บริการพนักงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถตอบคำถามและแก้ปัญหาด้านทรัพยากรบุคคลได้อย่างถูกต้องถึงประมาณ 90% โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่

  • ความยืดหยุ่นทางธุรกิจและการยอมรับระดับภูมิภาค: URC ย้ายระบบขึ้นคลาวด์ได้ถึง 99% ภายในปี 2021 ช่วยลดค่าใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน 30-40% บริษัทรักษาการเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อ (รายได้ปี 2024 แตะ 161.9 พันล้านเปโซ) และได้รับรางวัลระดับสากล เช่น IDC Future Enterprise Awards 2025 สาขา Artificial and Generative Intelligence


Part 1: DIGITAL READINESS ASSESSMENT


การวิเคราะห์ระดับความพร้อมทางดิจิทัล (Digital Readiness) และวุฒิภาวะทางดิจิทัล (Digital Maturity) ของ "Universal Robina Corporation (URC)" โดยเปรียบเทียบระหว่างช่วง ก่อนการทรานส์ฟอร์ม (ปี 2022) และ หลังการทรานส์ฟอร์ม (ปี 2025)


DIGITAL TRANSFORMATION READINESS LEVEL: Universal Robina Corporation (URC)
DIGITAL TRANSFORMATION READINESS LEVEL Universal Robina Corporation (URC) before and after

การประเมินระดับความพร้อมทางดิจิทัล (Digital Readiness Level) และวุฒิภาวะทางดิจิทัล (Digital Maturity Model) ทั้ง 8 มิติ แสดงให้เห็นถึงการพลิกโฉมองค์กรอย่างสิ้นเชิง โดยในช่วง ก่อนทำ Digital & AI Transformation URC มีภาพรวมความพร้อมอยู่ในระดับเริ่มต้นหรือ Level 1 (Dreamers) ก้าวสู่ Level 2 ซึ่งทุกมิติความพร้อม ล้วนอยู่ในระดับ Initial (1.00 - 1.50) เนื่องจากองค์กรยังคงพึ่งพากระบวนการแมนนวล ข้อมูลถูกจัดเก็บแบบกระจัดกระจาย (Silos) ขาดทักษะด้านดิจิทัล และขับเคลื่อนธุรกิจแบบตั้งรับ แต่ หลังทำ Digital & AI Transformation ภาพรวมขององค์กรได้ก้าวกระโดดสู่ระดับสูงสุดคือ Level 4 (Differentiators) โดยวุฒิภาวะทั้ง 8 มิติถูกยกระดับขึ้นสู่ระดับ Managed ถึง Excellent (3.80 - 4.00)

จากการที่ผู้นำมีวิสัยทัศน์ผลักดันกลยุทธ์ "AI-First" ให้ซึมซับเข้าสู่วัฒนธรรมองค์กร พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างคลาวด์และ AI มาบูรณาการขจัดความต้านทานแบบเดิม สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดความเป็นเลิศในการดำเนินงาน (Operational Excellence) พนักงานได้รับการยกระดับทักษะ (Upskilling) ให้สามารถตัดสินใจด้วยข้อมูล (Data-driven) และสามารถสร้างประสบการณ์ลูกค้ายุคใหม่ผ่านการคิดค้นนวัตกรรมที่รวดเร็วคล่องตัว เปลี่ยน URC ให้กลายเป็นองค์กรดิจิทัลที่ทำงานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบและพร้อมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

AI Assessment by DX Academy

เริ่มสร้าง Digital Roadmap ของคุณให้พร้อมสำหรับยุค AI วันนี้




Part 2: NEW GROWTH ENGINE

แผนการสร้างการเติบโตครั้งใหม่สำหรับอนาคตของ Universal Robina Corporation (URC)






NEW GROWTH ENGINE แผนการสร้างการเติบโตครั้งใหม่สำหรับอนาคตของ Universal Robina Corporation (URC)
NEW GROWTH ENGINE แผนการสร้างการเติบโตครั้งใหม่สำหรับอนาคตของ Universal Robina Corporation (URC)
การสร้าง "เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่" (New Growth Engine) ของ URC เกิดจากการพลิกโฉมองค์กรสู่การขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-First Organization) เพื่อรับมือกับภูมิทัศน์การแข่งขันยุคใหม่ใน 4 มิติอย่างครบถ้วน บริษัทรับมือกับ Disruption ด้วยการจัดตั้งศูนย์ Analytics Center of Excellence (CoE) เพื่อนำข้อมูลและ AI มาเป็นแกนหลักในการกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ พร้อมสร้างความได้เปรียบด้าน Disruptive Innovation ด้วยการใช้ Generative AI ผ่านผู้ช่วยอัจฉริยะ "DiVA" ที่ช่วยเร่งวงจรการระดมไอเดียและพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่จากหลายเดือนให้เหลือเพียงหนึ่งสัปดาห์ ในด้าน Disruptive Technology URC ได้ผสานระบบคลาวด์ ซอฟต์แวร์ Blue Yonder และแชทบ็อต "EVA" เข้ามาใช้จัดการซัพพลายเชนและงานทรัพยากรบุคคล ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำงานแบบเรียลไทม์และลดภาระงานซ้ำซ้อนได้อย่างมหาศาล ท้ายที่สุดในมุมของ Platform Business บริษัทยังได้ต่อยอดระบบนิเวศทางธุรกิจโดยร่วมมือกับหน่วยงานด้านข้อมูลของบริษัทแม่ (DAVI) และวางรากฐานการใช้ AI สู่การนำเสนอสินค้าแบบ Hyper-Personalization ให้กับผู้บริโภคโดยตรง (Direct-to-Consumer) ในอนาคต การบูรณาการทั้งหมดนี้ได้เปลี่ยน URC จากผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นองค์กรดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

อ่านต่อ

1. Disruption: รับมือการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม

  • การดำเนินการ: URC ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหาร โดยมองว่าข้อมูลและ AI คือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการรับมือกับวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) และคู่แข่งที่คล่องตัว บริษัทได้จัดตั้ง Analytics Center of Excellence (COE) เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ AI และร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Blue Yonder และ Tiger Analytics เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล

  • ผลลัพธ์: URC เปลี่ยนผ่านจากองค์กรการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-First Organization) บริษัทสามารถสร้างการเติบโตที่ยืดหยุ่น (Resilient Growth) โดยมีรายได้แตะ 161.9 พันล้านเปโซในปี 2024 แม้จะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ


2. Disruptive Innovation: สร้างสรรค์นวัตกรรมที่เปลี่ยนเกม

  • การดำเนินการ: เพื่อแก้ปัญหาวงจรการพัฒนาสินค้าที่ใช้เวลานานหลายเดือน URC ได้พัฒนาโครงการ "DiVA" (Discovery Virtual Assistant) ซึ่งเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI DiVA เข้ามาช่วยกวาดข้อมูลหาเทรนด์ใหม่ๆ (Trend Spotting), ระดมไอเดียผลิตภัณฑ์ (Product Ideation), และทำคอนเซปต์ต้นแบบได้อย่างรวดเร็ว

  • ผลลัพธ์: URC สามารถลดระยะเวลาการค้นหาไอเดียและคอนเซปต์สินค้าจากหลายเดือนเหลือเพียง 1 สัปดาห์ต่อตลาด ส่งผลให้บริษัทมีความคล่องตัวสูง สามารถออกสินค้าใหม่ที่ตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้อย่างทันท่วงที และรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันไว้ได้


3. Disruptive Technology: การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ

  • การดำเนินการ: URC นำเทคโนโลยีคลาวด์ (Microsoft Azure) มาสร้าง Data Lake เพื่อเป็นแหล่งความจริงเดียวของข้อมูล (Single Source of Truth) มีการใช้โซลูชัน Luminate Planning ของ Blue Yonder ที่ใช้ AI/ML ในการพยากรณ์อุปสงค์ รวมถึงใช้ Azure OpenAI สร้างแชทบ็อต "EVA" (Employee Virtual Assistant) สำหรับงานทรัพยากรบุคคล

  • ผลลัพธ์: การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดเวลาดึงข้อมูลรายงาน (Refresh) ลง 80% และขจัดความผิดพลาดในการทำข้อมูลได้ 100% ด้านซัพพลายเชนสามารถมองเห็นภาพรวมและปรับแผนได้แบบเรียลไทม์ ในขณะที่ EVA สามารถตอบคำถามและแก้ปัญหาให้พนักงานได้สำเร็จถึง 90% ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนได้อย่างมหาศาล


4. Platform Business: การสร้างธุรกิจแบบแพลตฟอร์ม

  • การดำเนินการ: URC เชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ทั้งภายในและภายนอก โดยร่วมมือกับ Data Analytics Ventures, Inc. (DAVI) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านข้อมูลของกลุ่มบริษัทแม่ (JG Summit Holdings) เพื่อรับการสนับสนุนทางเทคนิค บริษัทยังมีการสร้างพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ B2B กับ Ninja Van นอกจากนี้ยังมีแผนงานในอนาคต (Roadmap สู่ปี 2030) ในการใช้ข้อมูล AI วิเคราะห์ผู้บริโภครายบุคคลเพื่อเข้าถึงช่องทาง Direct-to-Consumer (D2C)

  • ผลลัพธ์: ความร่วมมือในระบบนิเวศของกลุ่มบริษัทแม่ทำให้ URC สามารถเข้าถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง เช่น Data Scientists และ AI Engineers ได้ รวมถึงสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการขยายโมเดลธุรกิจไปสู่การนำเสนอสินค้าและโปรโมชั่นแบบ Hyper-Personalization ให้กับลูกค้าโดยตรงในอนาคต


Part 3: TRANSFORMER MAP

แผนที่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ Universal Robina Corporation (URC)


TRANSFORMER MAP แผนที่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ Universal Robina Corporation (URC)
TRANSFORMER MAP แผนที่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ Universal Robina Corporation (URC)
URC ได้วางกลยุทธ์ การยกระดับและปกป้องธุรกิจหลักในตลาดเดิม (Box 1) ด้วยการใช้เทคโนโลยีอย่างระบบพยากรณ์ Blue Yonder และแชทบ็อต EVA เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานแบบ Lean , การสร้างขีดความสามารถเพื่อเจาะตลาดใหม่ (Box 2) ผ่านการใช้ Generative AI ในโครงการ DiVA ที่ช่วยร่นเวลาคิดค้นสินค้าใหม่ให้ตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว , การปรับแกนกลางธุรกิจใหม่ (Box 3) ด้วยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์องค์กรสู่การขับเคลื่อนด้วย "AI-First" พร้อมจัดตั้งศูนย์ Analytics Center of Excellence (CoE) เพื่อใช้ข้อมูลเป็นอาวุธหลักในการแข่งขัน , ไปจนถึง การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่แห่งอนาคต (Box 4) ตามแผนงานปี 2030 ที่มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลทำ Hyper-Personalization เจาะตลาดผู้บริโภคโดยตรง (D2C) ควบคู่กับการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะแห่งอนาคต (Smart Manufacturing) ซึ่งแนวทางทั้งหมดนี้ช่วยให้ URC สามารถปิดจุดอ่อนและเปิดโอกาสในการสร้างการเติบโตครั้งใหม่ (New Growth Engine) ได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืน

อ่านต่อ

1. Core Business + Current Market: ยกระดับธุรกิจหลักในตลาดเดิม

มุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์ Lean เพื่อลดต้นทุน ตัดกระบวนการที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม (Non-value-added) และรักษาฐานลูกค้าหลักในอุตสาหกรรม FMCG ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล:

  • การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ: URC นำระบบแชทบ็อตอัจฉริยะ EVA (Employee Virtual Assistant) มาใช้ทำงานซ้ำๆ แทนฝ่ายทรัพยากรบุคคล โดยสามารถตอบคำถามพนักงานได้สำเร็จถึง 90% นอกจากนี้ การย้ายระบบขึ้นคลาวด์เกือบทั้งหมดภายในปี 2021 ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานลงถึง 30-40%

  • การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน: บริษัทใช้ระบบ Blue Yonder Luminate Planning ซึ่งมี AI/ML ช่วยวิเคราะห์ตัวแปรกว่าร้อยปัจจัยในการวางแผนซัพพลายเชน ช่วยลดปัญหาสินค้าล้นสต็อกหรือขาดตลาด รวมถึงร่วมมือกับ Tiger Analytics พัฒนา Data Lake และ Power BI ที่ช่วยลดเวลาการดึงข้อมูลรายงาน (Refresh) ลงได้ถึง 80%


2. Core Business + New Market: ใช้ธุรกิจหลักขยายสู่ตลาดหรือโอกาสใหม่

เพื่อป้องกันไม่ให้ Disruptor แย่งชิงตลาดที่มีศักยภาพ URC ได้ลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ในการเจาะความต้องการที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว:

  • การใช้นวัตกรรมเร่งความเร็ว: URC พัฒนา DiVA (Discovery Virtual Assistant) โดยใช้ Generative AI กวาดข้อมูลเทรนด์จากโซเชียลมีเดียและคู่แข่ง เพื่อช่วยคิดค้นไอเดียผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

  • การยึดครองตลาดใหม่: ความสามารถของ DiVA ช่วยให้วงจรการระดมไอเดียสินค้าใหม่ลดลงจากหลายเดือนเหลือเพียง 1 สัปดาห์ต่อหนึ่งตลาด ทำให้ URC สามารถออกสินค้าที่ตรงใจผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและรักษาความเป็นผู้นำในสภาวะที่มีการแข่งขันสูงได้ อีกทั้งยังมีการปรับพอร์ตโฟลิโอโดยขายธุรกิจในโอเชียเนียเพื่อนำทุนไปซื้อกิจการ Munchy's ขยายส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคอาเซียน


3. New Core Business + Current Market: ปรับแกนกลางธุรกิจใหม่ในตลาดเดิม

บริบทการแข่งขันที่เปลี่ยนไปทำให้ URC ตระหนักว่าความสำเร็จในอดีตอาจไม่เพียงพอ บริษัทจึงสร้างแกนกลางใหม่เพื่อยกระดับขีดความสามารถในตลาดเดิม:

  • เปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่ AI-First: URC ทรานส์ฟอร์มองค์กรจากบริษัทผลิตอาหารแบบดั้งเดิมไปสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-First Organization) โดยมองว่าข้อมูลและ AI คือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด

  • สร้างหน่วยงานขับเคลื่อนใหม่: บริษัทจัดตั้ง Analytics Center of Excellence (CoE) ขึ้นมาภายในองค์กรเพื่อทำหน้าที่เป็น "มันสมอง" สอดส่องโอกาสและเร่งผลักดันโซลูชัน AI ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจ  ซึ่งถือเป็นการสร้างขีดความสามารถหลัก (Core Capability) ด้านเทคโนโลยีขึ้นมาใหม่


4. New Core Business + New Market: สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ในตลาดใหม่

ผู้บริหารของ URC ได้เตรียมพร้อมสร้างการเติบโตผ่านโมเดลธุรกิจใหม่ (Reposition the Core) ตามแผนงานวิสัยทัศน์สู่อนาคต:

  • ขยายสู่ระบบนิเวศ D2C (Direct-to-Consumer): ตามแผนงานสู่ปี 2030 (Roadmap to 2030) URC มีเป้าหมายใช้ AI เพื่อทำ Hyper-Personalization วิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคเป็นรายบุคคล เพื่อนำเสนอสินค้าและโปรโมชันผ่านช่องทางตรงสู่ผู้บริโภค (Direct-to-Consumer)  ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่ต่างจากการขายผ่านช่องทางค้าปลีกแบบเดิม

  • ต่อยอดสู่ความยั่งยืนและโรงงานอัจฉริยะ: บริษัทยังตั้งเป้าสร้างธุรกิจใหม่ๆ ผ่าน Sustainability Intelligence โดยใช้ AI บริหารจัดการพลังงานเพื่อบรรลุความเป็นกลางทางพลาสติก (Plastic Neutrality) และมุ่งสู่ Smart Manufacturing ด้วยระบบอัตโนมัติและ IoT (Factory of the Future)

AI Consulting by DX Academy

พร้อมหรือยังที่จะสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กรของคุณ?




Part 4: BUSINESS MODEL CANVAS

การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ของ Universal Robina Corporation (URC)


Business Model Canvas ของ Universal Robina Corporation (URC)
Business Model Canvas ของ Universal Robina Corporation (URC)

URC ได้ยกระดับด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคแบบดั้งเดิมสู่การเป็น "AI-First Organization" อย่างเต็มรูปแบบ โดยหัวใจสำคัญคือการยกระดับ การนำเสนอคุณค่า (Value Propositions) ด้วยการใช้ผู้ช่วย AI อย่าง DiVA ร่นเวลาพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้ตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้ภายใน 1 สัปดาห์ ควบคู่ไปกับการใช้ระบบซัพพลายเชนอัจฉริยะเพื่อการันตีความพร้อมของสินค้าให้เครือข่าย B2B อย่างแม่นยำ


การขับเคลื่อนนี้อาศัย ทรัพยากรและกิจกรรมหลัก (Key Resources & Activities) ที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และข้อมูล ผสานกับบุคลากรที่ได้รับการอัปสกิลภายใต้การนำของ Analytics CoE พร้อมทั้งใช้แชทบ็อต EVA จัดการงานสนับสนุนอัตโนมัติ โดยได้รับการสนับสนุนจาก พันธมิตรหลัก (Key Partnerships) ระดับโลกอย่าง Microsoft และ Blue Yonder


การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ไม่เพียงช่วยปรับ โครงสร้างต้นทุน (Cost Structure) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดจากการลดภาระระบบไอทีเดิมและแก้ปัญหาสินค้าล้นสต็อก แต่ยังปลดล็อก กระแสรายได้ (Revenue Streams) ให้เติบโตอย่างยืดหยุ่น (Resilient Growth) พร้อมปูทางสู่การทำตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-personalization) และการเข้าถึงลูกค้าโดยตรง (D2C) ในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

อ่านต่อ

1. Customer Segments (กลุ่มลูกค้า)

จาก กลุ่มผู้บริโภคระดับมวลชนและพันธมิตรการค้าแบบดั้งเดิม สู่ กลุ่มผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ (Hyper-personalization) การเตรียมเจาะตลาดผ่านช่องทางตรง (D2C) ตลอดจนการยกระดับเครือข่ายคู่ค้า B2B ให้ได้รับสินค้าอย่างแม่นยำไร้รอยต่อ


  • กลุ่มผู้บริโภครายย่อย (B2C - Business-to-Consumer)

    • ผู้บริโภคระดับมวลชน (Mass Market): ฐานลูกค้าที่บริโภคสินค้าแบรนด์หลักของ URC ทั้งในฟิลิปปินส์และภูมิภาคอาเซียน ที่ต้องการให้สินค้ามีวางจำหน่ายเสมอ ไม่ขาดตลาด

    • ผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ (Trend-Driven Consumers): กลุ่มลูกค้าที่มองหาสินค้ารสชาติแปลกใหม่หรือสินค้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีความต้องการเฉพาะเจาะจงและเปลี่ยนใจอย่างรวดเร็ว (Hyper-personalization)

    • ผู้บริโภคผ่านช่องทางตรง (Direct-to-Consumer / D2C): ฐานลูกค้าในอนาคต (ตามเป้าหมายวิสัยทัศน์ปี 2030) ที่ URC จะเข้าถึงโดยตรงเพื่อนำเสนอโปรโมชันและสินค้าแบบรู้ใจรายบุคคล

  • กลุ่มลูกค้าองค์กรและคู่ค้า (B2B - Business-to-Business)

    • ร้านค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย และธุรกิจโลจิสติกส์: พาร์ทเนอร์ในห่วงโซ่อุปทาน (เช่น Ninja Van) และช่องทางกระจายสินค้าที่ต้องการระบบจัดส่งที่แม่นยำ เพื่อลดปัญหาสินค้าล้นสต็อกหรือขาดตลาด

    • ลูกค้ากลุ่มเกษตรอุตสาหกรรมและโภคภัณฑ์: กลุ่มที่ซื้อผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ เช่น น้ำตาล แป้งสาลี อาหารสัตว์ และเวชภัณฑ์สัตว์


2. Value Propositions (การเสนอคุณค่า)

จาก นวัตกรรมสินค้าที่ใช้เวลาพัฒนานานและเสี่ยงต่อปัญหาสินค้าขาดตลาด สู่ นวัตกรรมสินค้าที่ตอบรับเทรนด์อย่างรวดเร็ว พร้อมการันตีความพร้อมของสินค้าบนชั้นวาง (High Service Level) และเตรียมส่งมอบคุณค่าแบบเฉพาะบุคคล

  • นวัตกรรมสินค้าที่ทันเทรนด์ (Agile Product Innovation): การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว โดยย่นเวลาคิดค้นจากหลายเดือนเหลือเพียง 1 สัปดาห์ผ่านการระดมสมองด้วย AI

  • สินค้าพร้อมจำหน่ายเสมอ (High Service Level): ความมั่นใจในการกระจายสินค้าที่ไม่ขาดแคลนแม้ในภาวะวิกฤต ผ่านการวางแผนห่วงโซ่อุปทานที่แม่นยำ

  • การนำเสนอแบบรู้ใจ (Hyper-Personalized Offers): การเตรียมส่งมอบคุณค่าและโปรโมชันที่ปรับแต่งให้ตรงใจผู้บริโภคแบบรายบุคคลในอนาคต


3. Customer Relationships (ความสัมพันธ์กับลูกค้า)

จาก การสื่อสารแบบคาดเดาและการตั้งรับต่อความเปลี่ยนแปลง สู่ การสร้างความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ทำให้องค์กรมีความไวต่อตลาด และเตรียมพร้อมดูแลลูกค้ารายบุคคล

  • ความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Relationship): การรักษาฐานลูกค้าด้วยการเป็นองค์กรที่มีความไวต่อตลาด (Market Responsiveness) และออกสินค้าตอบสนองความต้องการได้ไว

  • การปฏิสัมพันธ์แบบเฉพาะบุคคล: การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างประสบการณ์แบบรู้ใจ (Hyper-Personalization) ตามความชอบของลูกค้าแต่ละราย


4. Channels (ช่องทาง)

จาก เครือข่ายโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนและพึ่งพาช่องทางค้าปลีกดั้งเดิม สู่ เครือข่ายการกระจายสินค้า B2B ที่เชื่อมต่อบนคลาวด์อย่างมีประสิทธิภาพ และการเตรียมขยายช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภค (D2C)

  • เครือข่าย B2B และโลจิสติกส์ยุคใหม่: การใช้เครือข่ายกระจายสินค้าที่เชื่อมประสานกันบนระบบคลาวด์ เช่น การเป็นพันธมิตรโลจิสติกส์ B2B ร่วมกับ Ninja Van

  • ช่องทางตรงสู่ผู้บริโภค (Direct-to-Consumer): ช่องทางใหม่ในอนาคตตามวิสัยทัศน์ปี 2030 ที่จะใช้เชื่อมต่อและนำเสนอสินค้ากับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง


5. Revenue Streams (แหล่งรายได้)

จาก กระแสรายได้ที่มักผันผวนตามต้นทุนและวิกฤตซัพพลายเชน สู่ กระแสรายได้ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยืดหยุ่น ควบคู่กับการกอบโกยยอดขายอย่างรวดเร็วจากนวัตกรรมใหม่ๆ

  • รายได้จากกลุ่มธุรกิจหลัก (Core Business Revenue): รายได้จากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่เติบโตอย่างยืดหยุ่นและยั่งยืน (Resilient Growth) โดยในปี 2024 ทำรายได้แตะ 161.9 พันล้านเปโซ หรือราว 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ในสภาวะเงินเฟ้อ.

  • รายได้จากสินค้านวัตกรรมใหม่ (New Product Revenue): การเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายจากผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สามารถนำออกสู่ตลาด (Time-to-market) ได้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง.


6. Key Activities (กิจกรรมสำคัญ)

จาก การใช้แรงงานคนจัดการงานรูทีนและกระบวนการคิดค้นสินค้าที่ล่าช้า สู่ การใช้ AI ทำงานอัตโนมัติ (เช่น EVA, ระบบพยากรณ์อุปสงค์) ปลดล็อกพนักงานให้โฟกัสงานกลยุทธ์ และขับเคลื่อนการวิจัยสินค้าใหม่แบบอไจล์ด้วย AI

  • การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมแบบอไจล์ (Agile R&D): การที่ทีม R&D ใช้ Generative AI (โครงการ DiVA) ช่วยค้นหาเทรนด์และระดมไอเดีย (Ideation) อย่างรวดเร็ว

  • การบริหารห่วงโซ่อุปทานด้วยข้อมูล (Data-Driven Supply Chain): การรวมศูนย์การวางแผน พยากรณ์อุปสงค์ล่วงหน้าด้วย AI/ML และปรับแผนกระจายสินค้าแบบเรียลไทม์

  • การบริการงานสนับสนุนและพัฒนาบุคลากร (Automated Support & Talent Management): การใช้แชทบ็อต "EVA" ตอบคำถามพนักงานอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง เพื่อปลดล็อกให้พนักงาน HR เปลี่ยนบทบาทไปโฟกัสการบริหารงานบุคคลเชิงกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่


7. Key Resources (ทรัพยากรสำคัญ)

จาก ข้อมูลกระจัดกระจายและบุคลากรทำงานแยกส่วน สู่ การผสานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Cloud, AI) เข้ากับ "ทุนมนุษย์" ที่แข็งแกร่ง นำโดย Analytics CoE และพนักงานทุกระดับที่ได้รับการอัปสกิล

  • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิเคราะห์ (Analytics CoE): ทีมงานระดับสูง เช่น Data Scientist และ AI Engineer ที่ทำหน้าที่เป็น "มันสมอง" ขับเคลื่อน AI ภายในองค์กร

  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและข้อมูล: แหล่งความจริงเดียว (Azure Data Lake), โซลูชัน Generative AI (Azure OpenAI) และระบบเครือข่ายความหน่วงต่ำ SASE/SD-WAN

  • บุคลากรที่ได้รับการยกระดับทักษะ (Digitally Empowered Workforce): ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับที่มีวัฒนธรรม Data-Driven พร้อมใช้งานแดชบอร์ดข้อมูล (Power BI) และรับมือการใช้ AI เป็นผู้ช่วย


8. Key Partnerships (พันธมิตรสำคัญ)

จาก การพึ่งพาคู่ค้าและซัพพลายเออร์แบบดั้งเดิม สู่ การผนึกกำลังกับพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก และบูรณาการทรัพยากรร่วมกับหน่วยงานด้านข้อมูลของบริษัทแม่ (DAVI) เพื่อเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญระดับสูง

  • พันธมิตรด้านเทคโนโลยีระดับโลก: Blue Yonder (แพลตฟอร์มซัพพลายเชน), Tiger Analytics (การจัดการข้อมูล), และ Microsoft (โครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI)

  • การทำงานร่วมกันในเครือ (Conglomerate Synergy): Data Analytics Ventures, Inc. (DAVI) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านข้อมูลของกลุ่มบริษัทแม่ (JG Summit) ที่ช่วยส่งเสริมทรัพยากรผู้เชี่ยวชาญ


9. Cost Structure (โครงสร้างต้นทุน)

จาก ต้นทุนการดูแลระบบไอทีพื้นฐานที่สูงและต้นทุนจมจากสินค้าคงคลัง สู่ โครงสร้างต้นทุนที่มีประสิทธิภาพผ่านการบริหารคลาวด์ (ลดค่าใช้จ่าย 30-40%) จัดการสต็อกอย่างแม่นยำ และลดการสูญเสียเวลาทำงานลงอย่างมหาศาล

  • การบริหารโครงสร้างพื้นฐานอย่างคุ้มค่า: การย้ายระบบขึ้นคลาวด์เกือบ 99% ช่วยลดค่าใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานไอทีเดิมลงได้ถึง 30-40%

  • การประหยัดต้นทุนสินค้าคงคลัง (Supply Chain Optimization): การใช้ AI พยากรณ์และแนะนำระดับสต็อก ช่วยประหยัดต้นทุนการจัดเก็บสินค้าล้นสต็อก (Overstock)

  • การลดต้นทุนด้านเวลาและแรงงาน (Time & Labor Savings): ลดต้นทุนและเวลาในการวิจัยสินค้าใหม่ลงอย่างมหาศาล รวมถึงลดชั่วโมงทำงานอันสูญเปล่าของฝ่ายสนับสนุน (HR/IT) ได้อย่างชัดเจน



Part 5: DIGITAL TRANSFORMATION CANVAS

ถอดรหัสการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ความสำเร็จ Universal Robina Corporation (URC)


DIGITAL TRANSFORMATION CANVAS ของ Universal Robina Corporation (URC)
DIGITAL TRANSFORMATION CANVAS ของ Universal Robina Corporation (URC)

ส่วนที่ 1:  ตั้งหลักทรานส์ฟอร์ม


01. Define New Core Business

การประเมินธุรกิจหลักใหม่

จาก องค์กรผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคแบบดั้งเดิม สู่ "องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-First Organization)"

จาก: องค์กรผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคระดับมวลชน (Mass Market FMCG) แบบดั้งเดิม

  • ที่มีกระบวนการดำเนินงานหลักพึ่งพาระบบแอนะล็อกและใช้แรงงานคนเป็นหลัก

  • ข้อมูลทางธุรกิจถูกจัดเก็บแบบกระจัดกระจาย (Data Silos) ตามแผนกและประเทศต่างๆ ทำให้เกิด "จุดบอด" ของข้อมูล (Data Blind Spots)

  • ผู้บริหารไม่สามารถมองเห็นภาพรวมขององค์กรได้ นำไปสู่ความล่าช้าในการตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจ (Polycrisis) และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป.


สู่: "องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-First Organization)" อย่างเต็มรูปแบบ

  • ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเป็นแกนกลางในทุกกระบวนการของธุรกิจ

  • มีความคล่องตัว (Agility) และความยืดหยุ่น (Resilience) สูง

  • สามารถใช้ข้อมูลเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ และพร้อมเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของโลกธุรกิจยุคใหม่.


02. Define New Value Proposition

นำเสนอข้อเสนอทางคุณค่าใหม่ของธุรกิจ

  • นวัตกรรมสินค้าที่ทันเทรนด์ (Agile Product Innovation): ส่งมอบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว โดยย่นเวลาคิดค้นจากหลายเดือนเหลือเพียง 1 สัปดาห์ต่อตลาดด้วยการใช้ AI ช่วยระดมไอเดีย

  • สินค้าพร้อมจำหน่ายเสมอ (High Service Level): สร้างความมั่นใจให้ร้านค้า B2B ว่าสินค้าจะไม่ขาดแคลนหรือล้นตลาด ด้วยระบบซัพพลายเชนที่พยากรณ์ได้อย่างแม่นยำและตอบสนองแบบเรียลไทม์

  • การนำเสนอแบบรู้ใจ (Hyper-Personalized Offers): เตรียมความพร้อมสู่การส่งมอบคุณค่าและโปรโมชันที่ปรับแต่งให้ตรงใจผู้บริโภคแบบรายบุคคลในอนาคต


03. Define New Business Model

ออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่


จาก: โมเดลการสร้างรายได้แบบดั้งเดิมที่พึ่งพาการขายสินค้ามวลชน (Mass Market) ผ่านช่องทางค้าปลีกทั่วไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีข้อจำกัดในการสร้างการเติบโตใหม่ๆ เนื่องจากวงจรการพัฒนาสินค้าที่ต้องใช้เวลานานหลายเดือน ทำให้สูญเสียโอกาสในการกอบโกยยอดขายจากเทรนด์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค ตลอดจนกระแสรายได้มีความเปราะบางและมักได้รับผลกระทบจากปัญหาความล่าช้าของห่วงโซ่อุปทาน สู่: โมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งปลดล็อกแหล่งรายได้ใหม่และวิธีการสร้างการเติบโตที่ยืดหยุ่น

  • รายได้จากการเร่งสปีดสินค้านวัตกรรม (Agile Innovation Revenue): เปลี่ยนวิธีการสร้างรายได้ด้วยการใช้ Generative AI (โครงการ DiVA) เข้ามากวาดข้อมูลเทรนด์และช่วยคิดค้นคอนเซปต์สินค้า วิธีการนี้ช่วยย่นระยะเวลาการนำสินค้าออกสู่ตลาด (Time-to-market) จากหลายเดือนเหลือเพียง 1 สัปดาห์ต่อตลาด  ทำให้ URC สามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดและกอบโกยรายได้จากความต้องการใหม่ๆ ของผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง

  • แหล่งรายได้ใหม่จากช่องทางตรงสู่ผู้บริโภค (Direct-to-Consumer & Hyper-Personalization): วางรากฐานโมเดลธุรกิจสู่อนาคต (ปี 2030) เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคเป็นรายบุคคล นำไปสู่การนำเสนอสินค้าและโปรโมชันที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลผ่านช่องทาง D2C โดยไม่ผ่านคนกลาง

  • ผลลัพธ์ของรายได้ที่เพิ่มขึ้น: วิธีการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความรวดเร็วและข้อมูลที่แม่นยำนี้ ส่งผลให้ URC สามารถสร้างกระแสรายได้ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง โดยสามารถทำรายได้พุ่งสูงแตะ 161.9 พันล้านเปโซในปี 2024 ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ที่เติบโตต้านทานความผันผวนของสภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างยอดเยี่ยม


ส่วนที่ 2:  สร้างความสามารถใหม่ด้านดิจิทัล


04. Identify Existing Digital Capabilities

ประเมินสินทรัพย์ทางดิจิทัลดั้งเดิมที่เป็นรากฐานก่อนการทรานส์ฟอร์ม

  • ระบบ ERP แบบดั้งเดิม: ข้อมูลกระจัดกระจายในไซโลตามระบบ ERP รุ่นเก่าและไฟล์สเปรดชีต (Excel) ของพนักงานแต่ละประเทศ

  • ห่วงโซ่อุปทานแมนนวล: กระบวนการวางแผนพึ่งพาแรงงานคน ขาดการรวมศูนย์ ทำให้เกิดจุดบอดข้อมูล (Data Blind Spots)

  • นวัตกรรมและงานสนับสนุนล่าช้า: การวิจัยตลาดเพื่อหาไอเดียสินค้าใหม่ใช้เวลานานหลายเดือน และงาน HR ต้องพึ่งพาพนักงานตอบคำถามซ้ำๆ ด้วยตัวเอง


05. Develop New Digital Capabilities

กำหนดขีดความสามารถใหม่ด้านดิจิทัล

  • โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และข้อมูล (Data Infra): แหล่งความจริงเดียว (Azure Data Lake) และเครือข่าย SASE/SD-WAN ที่เชื่อมต่อสาขาสู่คลาวด์อย่างปลอดภัย

  • ระบบขับเคลื่อนด้วย AI/ML (Smart Supply Chain): แพลตฟอร์ม Luminate Planning ของ Blue Yonder สำหรับวิเคราะห์ตัวแปรกว่าร้อยปัจจัยเพื่อพยากรณ์อุปสงค์และปรับแผนอัตโนมัติ

  • Generative AI เชิงลึก (Agile R&D & Automated Support): การประยุกต์ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Azure OpenAI) สร้างโซลูชัน "DiVA" สำหรับวิเคราะห์เทรนด์ตลาด และ "EVA" แชทบ็อตภาษาธรรมชาติสำหรับบริการพนักงาน


06. Digital Initiatives & Roadmap

วางแผนและสร้างขีดความสามารถด้านดิจิทัลจากปัจจุบันไปสู่อนาคต


  • Phase 1: การวางรากฐานดิจิทัล (Digital Foundation) (ก่อนปี 2022 - 2022): ย้ายระบบขึ้นคลาวด์ 99%, สร้าง Data Lake ด้วย Automated Pipelines ร่วมกับ Tiger Analytics, และติดตั้งระบบ Blue Yonder

  • Phase 2: การบูรณาการ AI ขั้นสูง (Advanced AI Integration) (ปี 2025 - ปัจจุบัน): จัดตั้งศูนย์ Analytics CoE เป็นแกนนำ, เปิดตัวแชทบ็อต EVA (ลดภาระ HR 90%), และผู้ช่วยนวัตกรรม DiVA (ลดเวลาพัฒนาสินค้าเหลือ 1 สัปดาห์)

  • Phase 3: วิสัยทัศน์แห่งอนาคต (Roadmap to 2030): ขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับ D2C (Hyper-Personalization), โรงงานอัจฉริยะ (Smart Manufacturing), และ AI เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Intelligence)


ส่วนที่ 3: Transformation in Action


07. Organizational Transformation

ออกแบบการเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล


  • การปรับโครงสร้าง (Structure): จัดตั้ง Analytics Center of Excellence (CoE) ทำหน้าที่เป็น "มันสมอง" ส่วนกลางในการระบุโอกาสและควบคุมทิศทาง AI ขององค์กร

  • การพัฒนาบุคลากร (HR & Talent): เมื่อใช้ระบบอัตโนมัติ (EVA) พนักงาน HR สามารถเปลี่ยนบทบาทมาโฟกัสงานเชิงกลยุทธ์ (Talent Management) ควบคู่กับการยกระดับทักษะ (Upskilling) พนักงานทุกระดับให้เป็น Digitally Empowered Workforce

  • วัฒนธรรมการทำงาน (Culture): เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรสู่ "Data-Driven" ทลายไซโลแบบเดิม ให้พนักงานทุกระดับเข้าถึงข้อมูลและใช้ประสานงานร่วมกันได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


08. Agile Strategy & Planning

เปลี่ยนกลยุทธ์และการดำเนินงานด้วยแนวคิด Agile


  • การตัดสินใจแบบเรียลไทม์: ทิ้งรูปแบบรายงานย้อนหลัง มาใช้ Command Center และแดชบอร์ด Power BI ที่ดึงข้อมูลความจริงเดียวได้ต่ำกว่า 8 วินาที ช่วยให้ผู้บริหารปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์ได้ทันที

  • กระบวนการทำงานแบบรวดเร็วและยืดหยุ่น: ใช้แนวคิด Agile ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Rapid Prototyping) โดยให้เครื่องมือ DiVA สร้างคอนเซปต์สินค้าเพื่อทดสอบและเรียนรู้ตลาดอย่างรวดเร็ว

  • การบริหารความเปลี่ยนแปลง (Change Management): ใช้กลยุทธ์สื่อสารว่า AI คือ "ผู้ช่วย (Human-Centric AI)" เพื่อลดแรงต้านจากพนักงาน และส่งเสริมกรอบความคิดใหม่ที่กล้าทดลอง


09. Building Collaborative Ecosystem

สร้างระบบนิเวศใหม่ที่สร้างการมีส่วนร่วมกันระหว่างในและนอกองค์กร


  • ระบบนิเวศเทคโนโลยีระดับโลก: การจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ Microsoft, Blue Yonder และ Tiger Analytics เพื่อนำเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สุดมาใช้

  • การทำงานร่วมกันระดับกลุ่มบริษัท (Conglomerate Synergy): บูรณาการความร่วมมือกับ Data Analytics Ventures, Inc. (DAVI) ซึ่งเป็นบริษัทด้านข้อมูลของเครือ JG Summit Holdings เพื่อรับการสนับสนุนด้านทรัพยากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูง

  • เครือข่ายคุณค่า (Value Chain Ecosystem): ยกระดับห่วงโซ่อุปทานผ่านการผสานความร่วมมือกับพันธมิตร B2B โลจิสติกส์ เช่น Ninja Van เพื่อการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

Universal Robina Corporation (URC) สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการปฏิรูปองค์กรอย่างเป็นระบบครบทั้ง 9 มิติ โดยพลิกโฉมจากธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารที่พึ่งพาระบบแมนนวลและมีข้อมูลกระจัดกระจายแบบไซโล สู่การสร้างคุณค่าและโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นนวัตกรรมที่รวดเร็วและการดำเนินงานที่ยืดหยุ่น ผ่านแผนงานยกระดับขีดความสามารถทางดิจิทัลเป็นระยะ ตั้งแต่การวางรากฐานคลาวด์และดาต้าเลค ไปจนถึงการบูรณาการ AI และ Generative AI ขั้นสูงผ่านโครงการอย่างแชทบ็อต EVA และผู้ช่วยอัจฉริยะ DiVA

กลยุทธ์ทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนภายใต้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรสู่ "AI-First" ที่เน้นความคล่องตัว (Agile) และการตัดสินใจด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์ ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศความร่วมมือ (Collaborative Ecosystem) ที่แข็งแกร่งร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Blue Yonder, Tiger Analytics, Microsoft และหน่วยงานในเครืออย่าง DAVI ซึ่งการบูรณาการองค์ประกอบทั้งหมดนี้ช่วยให้ URC สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและสร้างการเติบโตครั้งใหม่ (New Growth Engine) ได้อย่างยั่งยืน


Executive & Train The Trainer Training Programs by DX Academy

หลักสูตรทรานส์ฟอร์มธุรกิจสำหรับผู้บริหาร สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในยุค AI



List of References

  • Cisco Systems. (2022). URC’s advanced digital transformation [Case study]. Cisco.

  • CVC. (2021). Universal Robina Corporation announces acquisition of Munchy's [Press release]. CVC Capital Partners.

  • Esquire Philippines. (2025). How the Gokongwei Group is betting big on AI. Esquiremag.ph.

  • InfotechLead. (2025). IDC announces 2025 ASEAN Future Enterprise Awards winners for AI-driven digital innovation. InfotechLead.

  • InsiderPH. (2025). URC cooks up success as one of Asia’s best workplaces in 2025. InsiderPH.

  • JG Summit Holdings. (2021). Unbox Extra: Guiding the way for the Gokongwei Group's big digital push. JG Summit Holdings.

  • Microsoft News Center Philippines. (2022). Gokongwei Group catapults Philippines into the digital future with cloud. Microsoft News Center Philippines.

  • NTT DATA. (n.d.). URC Vietnam secures their cloud-first future with SASE and Azure [Case study]. NTT DATA.

  • STS News Desk. (2022). Universal Robina Corporation selects Blue Yonder to digitally transform planning capabilities. SalesTech Star.

  • Tiger Analytics. (n.d.). Azure migration for a CPG leader [Case study]. Tiger Analytics.

  • Universal Robina Corporation. (2022). URC annual report 2022. Universal Robina Corporation.

  • Universal Robina Corporation. (2023). Annual report 2023 - Upstream evolution. Universal Robina Corporation.

  • Universal Robina Corporation. (2024). Annual report 2024. Universal Robina Corporation.

  • Universal Robina Corporation. (2025). Definitive information statement 2025. Securities and Exchange Commission.

  • Universal Robina Corporation. (2025). Full year CY2024 unaudited results investor briefing. Universal Robina Corporation.


bottom of page